อะพอลโล ถูกเนรเทศ

อะพอลโล ถูกเนรเทศ

เมื่อยังเยาว์อะพอลโลเที่ยวไปตามแว่นแคว้นต่าง ๆ ทางทิศเหนือของ ประเทศกรีซ มีดินแดนของชนชาติไฮเพอร์โบเรียน และแคว้นเธสสะลี เป็นต้น อะพอลโลเที่ยวผูกสมัครรักใคร่หญิงทั่วไปตามวิสัยหนุ่มวัยรุ่น ใน แคว้นเธสสะลี มีหญิงงาม ชื่อว่า โครอนนิส (Coronis) เป็นธิดาเจ้าแห่งแคว้น นั้น อะพอลโลผูกสมัครรักใคร่ได้เสียกับนางจนเกิดบุตรด้วยกันคนหนึ่ง แต่ นางกลับปรากฏว่าเป็นหญิงหลายใจ

When young, Apollo travels to different regions of the north of Greece, with the land of the Hyperbolic peoples. And the region of Thessaly, etc. Apollo travels to love women in general, according to the vision of a young teenager in Thessaly. There is a beautiful woman named Coronis, a daughter of that region. Apply to love her until she was born with one child, but she appears to be a woman of many minds.

ในระหว่างที่นางตั้งครรภ์ อะพอลโลได้ให้นกดุเหว่าขนขาวปลอดตัว หนึ่งเฝ้านางไว้ เมื่อนางคบชู้ นกก็ไปบอกข่าวแก่นาย อะพอลโลบันดาล

โทสะพลอยสาปนกซึ่งบอกข่าวอัปมงคลให้กลับมีขนสีดำไป ดังนั้น นกดุ เหว่าจึงมีขนสีดำตั้งแต่นั้นมา ส่วนนางโครอนนิสถูกฆ่า ว่ากันว่าด้วยน้ำมือ ของเทพอะพอลโลเองบ้าง ด้วยคมศรของเทวีอาร์เทมิสบ้าง

แต่บุตรในครรภ์ซึ่งจวนจะครบกำหนดคลอดนั้นรอดตาย ด้วย อะพอลโล (บ้างก็ว่าเฮอร์มีส) เอาออกจากครรภ์ ตอนเผาศพนางโครอนนิส แล้วมอบให้แก่ ไครอน (Chiron) ผู้มีชาติเป็นอมนุษย์เซนทอร์ (Centaur) เป็นผู้เลี้ยงดู ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ ไครอนเป็นอาจารย์ผู้ปราดเปรื่อง เชี่ยว ชาญในวิชาการต่าง ๆ มีวิชาดนตรี เภสัชกรรมวิทยา และวิชาธนูศิลป์ เป็นต้น เป็นที่นับถือของชาวกรีกโบราณว่า เป็นผู้สอนมนุษย์ให้รู้จักใช้พืชสมุน หมาทำยา และเป็นอาจารย์ของวีรบุรุษคนสำคัญๆ ในเทพปกรณัมมากมาย เช่น อคิลีส, เฮอร์คิวลีส, เยสัน, พีลูส, อีเนียส และ คนอื่น ๆ อีก

ในตอนปลายอายุถูกเฮอร์คิวลีสยิงด้วยธนูอาบยาพิษ โดยความ สำคัญผิดของเฮอร์คิวลีส ในระหว่างที่ตามล้างเซนทอร์พวกหนึ่ง แม้ว่า เฮอร์คิวลิสจะพยายามรักษาอย่างไร และแม้ใครอนจะเป็นหมอเอง ก็ไม่ สามารถถอนพิษยาได้ พิษยาบันดาลให้ไครอนเจ็บปวดรวดร้าวหนักหนา ซุสจึงโปรดให้กลายเป็นดาวอยู่ในกลุ่มดาวชื่อ แซชจิเทริอัส (Sagitarius)

บุตรของเทพอะพอลโล ที่อาจารย์ไครอนรับฝากไว้นั้นได้ขนานนาม ว่า เอสคิวเลปิอัส (Aesculapius) เป็นเด็กฉลาดเฉลียว มีความเข้าใจใน วิชาต่างๆ แตกฉานและเป็นที่รักของอาจารย์อย่างยิ่งวิชาที่เขาใส่ใจศึกษา ที่สุด ได้แก่โรคศิลป์ เพราะฉะนั้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เขาจึงกลายเป็น หมอบําบัดโรคผู้มีความสามารถยิ่ง

Son of Apollo That the teacher Kieron received was called Sqlepias (Aesculapius) is an intelligent child With

  ความสามารถของเอสคิวเลปิอัส ในการบำบัดโรคนั้นยิ่งกว่าของ อาจารย์มากด้วยที่สามารถบำบัดโรคและความป่วยไข้ได้ทุกชนิด ซึ่งไครอน เองทำไม่ได้ ในไม่ช้าชื่อเสียงของเอสคิวเลปิอัส ก็เลื่องลือไปไกล ไม่ว่าใครป่วย หนักหนาสาหัส หรือเล็กน้อย ถ้าได้รับการบำบัดจากเขา แล้วก็ทุเลาลงอย่างรวดเร็ว จนกล่าวได้ว่าหายวันหายคืนเลยทีเดียว ผู้คน พากันไปขอรับการบำบัดโรค ณ สำนักของเขาทั้งจากใกล้และไกลทุกทิศทาง นับว่าการบำเพ็ญประโยชน์ ของเอสคิวเลปิอัสแผ่ไพศาลยิ่ง

            ความสามารถของเอสคิวเลปิอัสเป็นที่เลื่องลือไปจนว่ากันว่า ครั้งหนึ่งเขาสามารถแก้คนตายให้ฟื้นได้ อันเป็นเหตุให้เทพซุส กับเทพฮาเดสเจ้าแห่งแดนคนตายเดือดร้อน ทั้งริษยาและหวั่นเกรงในอำนาจบารมีของ เอสคิวเลปิอัส หากปล่อยไว้นานไปเบื้องหน้าจะทำให้มนุษย์กำเริบอีก เห็น ว่าจะละไว้มิได้ ซุสจึงประหารเอสคิวเลปิอัส ด้วยอสนีบาตเอง

The ability of Sqlepius is famous until it is said that Once he was able to recover the dead Which causes Zeus With the gods, the gods of the dead Both envy and fear of the power of Sqlepias If left for a long time, it will cause the human to recur. Zeus therefore executed Sqlepius With their own

เทพอะพอลโลบันดาลโทสะ ในการตายของบุตร แต่ไม่รู้จะโกรธเอา กับเทพบิดาอย่างไร จึงหันไปไล่เบี้ยเอากับช่างประกอบอสนีบาตถวายซุส คือ เทพฮีฟีสทัส กับยักษ์ไซคลอปส์ โดยน้าวคันธนูเงินมุ่งจะยิงธนูสังหาร ยักษ์ ไซคลอปส์ เสียให้สมแค้น แต่ซุสไม่ยอมให้อะพอลโลทำเช่นนั้นได้ และ เพื่อจะลงโทษบุตรในความอุกอาจครั้งนี้จึงเนรเทศอะพอลโลให้ลงมาอยู่ใน มนุษยโลก และให้เป็นข้าของมนุษย์เป็นเวลา 1 ปีเสียก่อน จึงจะพ้นโทษ

อะพอลโล ถูกเนรเทศ

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชมได้ที่ : 6688trading.com

โคลอสซัส (Colosus)

โคลอสซัส (Colosus)

เมื่อให้กำเนิดบุตรแล้วนางเลโตก็ยังไม่พ้นการรังควานของเทพีเฮรา ต้องดั้นด้นต่อไปจนถึงแคว้นเคเรีย (Caria) ซึ่งอยู่ในเอเซียไมเนอร์ ในปัจจุบัน นี้ นางจำเป็นต้องหยุดพัก ณ ริมหนองน้ำแห่งหนึ่งด้วยโรยกำลัง และขอ ดื่มน้ำจาก พวกชาวบ้าน ที่ออกมาถอนหญ้าคาอยู่ในบริเวณนั้น พวกชาว บ้านแทนที่จะสมเพชสงสารกลับไล่ตะเพิด และด่าทอนางด้วยคำหยาบช้า ทำให้ซุสกริ้วหนักถึงกับสาปชาวบ้านเหล่านั้นให้กลายเป็นกบไปทั้งหมด

When giving birth to a child, Mrs. Leto was still out of the harassment of the goddess Hera. Must continue to stay until the Caria, which is in Asia Minor. At this time, she needs to take a break at one of the swamps by sprinkling and asking to drink water from the villagers who have removed the grass In that area, the villagers instead of pity And abusing her with rude words Causing Zeus to wrestle with all the villagers to become frogs

อะพอลโล เป็นเทพที่ชาวกรีกถือ ว่ามีรูปงามยิ่ง และเป็นนักดนตรีผู้ขับ กล่อมเทพทั้งปวงบนเขาโอลิมปัส ด้วย พิณถือของท่าน นอกจากนี้ยังมีคันธนู ซึ่งยิงได้ไกล จึงได้สมญานามว่า เทพ ขมังธนู และนอกจากนี้ ยังเป็นเทพผู้ ถ่ายทอดวิชาโรคศิลป์ให้แก่มนุษย์ เป็น เทพแห่งแสงสว่างผู้ขจัดความมืด และ เป็นเทพแห่งสัจธรรม ผู้ไม่เคยเอ่ยวาจา เท็จอีกด้วย

วิหารของเทพอะพอลโลนั้นมีอยู่ดาษดื่นทั่วไปแต่ที่สำคัญที่สุด ได้แก่ วิหาร ณ เมืองเดลฟี ใกล้ทิวเขา พาร์นาซัส รูปอนุสาวรีย์โคลอสซัส (Colosus)ที่เขาสร้างอุทิศแด่ ณ เกาะ โรดส์ (Rhodes) นับเป็นสิ่งหนึ่งในสิ่งอัศจรรย์ ทั้ง 7 ของโลกสมัยโบราณที่เดียว

เทพอะพอลโลมีวีรกรรมสังหารเหล่าคนพาลมากมาย นอกจากเคย ฆ่างูยักษ์ไพธอนจนมีชื่อเสียงแล้วยังสามารถสังหารยักษ์อโลอาดี (Aloadae) และ อีฟิอัลทิส (Ephialtes) ซึ่งเป็นเชื้อสายของวงศ์ไทแทน ที่คิดล้มซุสเพื่อ ฟื้นวงศ์ไทแทนคืนมา เป็นต้น

แต่มีครั้งหนึ่งที่อะพอลโลยังไม่อาจเอาชนะมนุษย์คนหนึ่งได้จนร้อน ถึงเทพซุสต้องออกมาประนีประนอม บุรุษเดินดินคนนั้นนามว่า เฮอร์คิวลิส เหตุเกิดเพราะเฮอร์คิวลิสไปขอคําพยากรณ์ที่วิหารเดลฟี แล้วได้รับคำ ทำนายไม่ถูกใจ จึงล้มโต๊ะพิธีในวิหาร แล้วฉวยเอากระถางธูปไป เทพ อะพอลโลรีบรุดตามไป ท้าเล่นมวยปล้ำ เพื่อชิงเอากระถางคืน ปล้ำกันอยู่ นานไม่อาจรู้แพ้ชนะ ซุสเห็นท่าว่าขืนปล่อยไว้นานอะพอลโลอาจจะเสีย เปรียบพ่ายแพ้แก่มนุษย์เข้าได้ และอาจเสียหน้าวงศ์เทพแน่ จึงลงไปห้าม ปรามให้เลิกราต่อกัน ขอให้เฮอร์คิวลิส คืนกระถางธูป แก่อะพอลโล แล้ว ให้เลิกราเรื่องบาดหมางต่อกัน เรื่องราวก็เลยจบลงด้วยดี

เทพอะพอลโลมีอุปนิสัยไม่ยอมแพ้ใครอยู่ไม่น้อย เห็นได้จากที่ไป แข่งเป่าขลุ่ยกับมาไซยาส์ซึ่งเป็นเทพชั้นรอง แล้วตั้งกรรมการตัดสินว่า ผู้ ใดเป่าเก่งกว่ากัน ท่านไมดาส (Nidas ตามประวัติกล่าวว่าท่านจับอะไรก็ จะกลายเป็นทองคำ) เกิดตัดสินเข้าข้างมาไซยาส์ เพียงเท่านี้อะพอลโลก ไม่ฟังอะไรอีกแล้ว โดยได้สาปให้ไมดาสมีหูเป็นลาไปทันที

ตามเรื่องต่างๆ ที่มีบทบาทอยู่ อะพอลโลดูจะเป็นเทพใจสูงกว่า องค์อื่นๆ แต่ถึงกระนั้นก็มีอยู่ 2-3 เรื่อง ที่แสดงให้เห็นความโหดเหี้ยม ดุร้ายดังเรื่องต่อไปนี้

การลงโทษนางไนโอบี

เทพอะพอลโลกับเทวีอาร์เทมิส เป็นที่ภาคภูมิใจของมารดายิ่งนัก นางถึงจึงได้โอ้อวด คุยฟุ้งเฟื่องไปไกลว่า จะหาบุตรใครเสมอบุตรของนาง – เห็นจะไม่มีอีกแล้ว ไม่ว่าจะเปรียบกันในเชิงสิริรูป สติปัญญา หรือ พลังอำนาจ ก็ต้องแพ้บุตรของนาง ความนี้เลื่องลือไปถึงนางไนโอบี (Niobe) ซึ่ง เป็นธิดาของท้าวแทนทะลัส (Tantalus) และมเหสี เจ้าครองกรุงธีบส์ (Thebes)

นางในโอบกลับหัวเราะเยาะและค่อนว่า นางเลโตมีลูกจะอวดกับเขาแต่ เพียง 2 เท่านี้หรือ ส่วนนางเองสิมีถึง 14 เป็นชาย 7 ล้วนแต่มีรูปกำยำ งามสง่า และเป็นหญิงล้วนแต่ทรงโฉมวิลาสวิไลถึง 7 โคลอสซัส

นางไนโอบีลั่นวาจาก้าวร้าวสบประมาทนางเลโตอีกเป็นอันมาก ซ้ำ ยังห้ามชาวเมืองของนางกระทำบูชาเทพอะพอลโล และเทวีอาร์เทมิส และ สั่งให้ทำลายรูปเคารพเทพและเทวีคู่นี้จากแท่นที่บูชา นางเลโตโกรธแค้น หนักหนาในการที่ถูกหยามหยาบถึงเพียงนี้ จึงเรียกบุตรและธิดาเคียงข้าง สังให้ออกตามฆ่าบุตรและธิดาของนางไนโอบีให้สิ้น

เทพบุตร เทพธิดา คู่แฝด อยู่ในอารมณ์เคียดแค้นเต็มที่ จึงออกไป ทำตามคำสั่งทันที อะพอลโลพบมาณพทั้ง 7 ออกล่าสัตว์ จึงประหารเสีย ด้วยลูกธนูตายหมดทั้ง 7 คน เมื่อข่าวการตายของบุตรรู้ไปถึงนางไนโอบี นางก็โศกเศร้า โทมนัสนัก ฝ่ายเจ้าสามีของนางไนโอบีก็ได้ฆ่าตัวตายตาม ลูกไป ยังเหลือก็แต่ธิดาทั้ง 7 ยังไม่ทันที่มารดาจะหายโศก ก็ถูกเทวีอาร์ เทมิสจ้องประหารอีก แม้ว่าสาวผู้ถึงฆาตทั้ง 7 จะพยายามหนีให้พ้นลูก ธนูของเจ้าแม่แห่งนายพรานอาร์เทมิส อย่างไรก็ไม่สำเร็จ แม้นางไนโอบี จะพยายามปกป้องลูก และอ้อนวอนขอความอารักขาคุ้มครองจากทวยเทพ บนเขาโอลิมปัสสักเท่าใดก็ไม่เป็นผล ธิดาของนางต้องศรล้มกลิงตายกัน ทั้งหมด จนเหลือนางหนึ่งที่ซุกอยู่ระหว่างอุระของมารดา เทวีอาร์เทมิสผู้อาฆาตก็ไม่ละเว้น ลูกธนูแล่นเข้าเป้าเสียบนางนั้นให้ตายไปแทบอกของ มารดาจนได้

นางไนโอบี สูญสิ้นทั้งสามี และบุตรธิดาที่มากหมาย เหลือแต่นาง เดียวดายถึงไม่ตายก็เหมือนตาย ความเศร้ารันทด หนุนเนื่องประดังขึ้น มาแน่นอุระ นางก็แข็งชาไปทั้งร่างกาย มิอาจจะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้ ร่างของนางกลายเป็นหิน ซื้อตันไปหมด คงอยู่แต่หยาดน้ำตารินไม่สิ้นสุด ตั้งแต่วันนั้นมาจนวันนี้ น้ำตานางก็ยังไม่หยุดไหล ส่วนรูปหินของนาง ไนโอบีก็ยังปรากฏอยู่บนเขา ไซปิลัส (Sipylus) จนตราบเท่าทุกวันนี้

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชมได้ที่ : 6688trading.com

อะพอลโล (Apollo) เทพแห่งดวงอาทิตย์

อะพอลโล (Apollo) เทพแห่งดวงอาทิตย์

อะพอลโล (Apollo ภาษากรีก : อะพอลลอน) บุตรชายคนโตของมหา เทพซุส กับนางเลโต เป็นหนึ่งใน 12 เทพแห่งโอลิมปัส เป็นเทพแห่งแสงสว่าง หรือเทพแห่งดวงอาทิตย์ รวมถึงเป็นเทพแห่งสัจจะและการดนตรีด้วย อะพอลโลมีพี่สาวฝาแฝดชื่อ อาร์เทมิส หรือ ไดอาน่า (ในโรมัน) ซึ่งเป็น เทพีแห่งดวงจันทร์

Apollo (Apollo Greek: Apollo), the oldest son of Zeus and Mrs. Leto, is one of the 12 gods of Olympus.

Is the god of light Or the god of the sun Including being the god of truth and music Apollo has a twin sister named Artemis or Diana (in Roman) who is the goddess of the moon.

จริง ๆ แล้วสุริยเทพดั้งเดิมของกรีกคือ ฮีลิออส (Helios) ซึ่งเป็นบุตร ของไฮเพอร์เรียน (Hyperion) ในคณะเทพไทแทน แต่เมื่อคณะเทพไทแทน สิ้นอำนาจ ชาวกรีกจึงนับถือเทพอะพอลโลแทนสืบต่อมา เมื่อนางเลโต มารดาของอะพอลโล ถูกกระทำด้วยความตึงของเทพีเฮรา เพราะเหตุเป็น ที่ต้องตาต้องใจของซุส ทำให้ในขณะที่นางเลโตคุ้มครรภ์ ต้องหนึ่งไพธอน (Python) ของเทพีเฮรา ซอกซอนไปไม่มีที่จะให้กำเนิดบุตรในครรภ์ได้

In fact, the traditional Greek gods were Helios, the sons of Hyperion, in the Faculty of Divinity. But when the Tai deity instead of the end of power, the Greeks respected the Apollo gods instead, when Mrs.

Leto, Apollo’s mother Done with the tension of the goddess Hera Because of the reason That must be the heart of Zeus Causing while Leato was pregnant There must be one python of the goddess Hera.

No need to give birth to a child in the womb.

จน ไปถึงเกาะดีลอส (Delos) เทพโปเซดอนมีความสงสาร บันดาลให้เกาะ น้อยผุดขึ้นในทะเล นางจึงได้ให้กำเนิด อะพอลโลกับอาร์เทมิสบนเกาะนั้น ในทันทีที่ประสูติจากครรภ์มารดา อะพอลโลก็ได้จับงูไพธอนฆ่าเสีย ด้วย เหตุนี้ บางที่อะพอลโลก็เป็นที่เรียกขานว่า ไพรูส (Pytheus) แปลว่า “ผู้ประ หารไพธอน”

นอกจากนี้อะพอลโลยังมีชื่ออื่นๆ อีกหลายชื่อ เช่น มีชื่อตามสถานที่เกิดว่า ดีเลียน, ฟีบัส (Phoebus) แปลว่า “โอภาส” หรือ “ส่องแสง ชื่อหลังนี้มักใช้ร่วมกับชื่อหลักว่า ฟีบัส อะพอลโล

Until reaching the island of Delos (Delos), Poseidon has compassion Inspire the island A little sprang up in the sea Therefore she gave birth Apollo and Artemis on that island As soon as he was born from the mother’s womb Apollo captured the Python snake, killing him.

For this reason, some Apollo was known as Pytheus, meaning “the python”.

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชมได้ที่ : 6688trading.com

อาเรส (Ares) เทพแห่งการต่อสู้

อาเรส (Ares) เทพแห่งการต่อสู้

อาเรส หรือ เอรีส หรือที่ชาวโรมันเรียกว่า มาร์ส (Mars) เป็นเทพ เจ้าแห่งสงคราม และอาวุธชุดเกราะ นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในสิบสองเทพ แห่งโอลิมปัสด้วย โดยเป็นบุตรองค์หนึ่งของเทพซุส กับเทวีเฮร่า และอาเรส ยังเป็นที่เกลียดชังของเทพและมนุษย์ทั้งปวง เว้นแต่ชาวโรมันผู้มีนิสัย ชอบการสงคราม Ares or Eri, or the Romans called Mars, is the god of war. And armor It is also one of the twelve gods. With Olympus As one of the sons of Zeus and Devi. Hera and Ares are also hated by all gods and humans Unless the Romans who have a habit of war

อาเรสเป็นเทพแห่งการสงครามเช่นเดียวกับอาเธน่า แต่ทว่าอาเธน่า จะได้รับการยกย่องและบูชามากกว่า เนื่องจากอาเธน่าเป็นเทพที่ใช้สติ ปัญญาวางแผนในการสู้รบมากกว่า ซึ่งได้รับการบูชาในฐานะเทพีแห่งสติ ปัญญาด้วย ผิดกับอาเรสซึ่งมักจะใช้ความดุดันและโหดร้ายในการ สงครามมากกว่า ซึ่งโฮเมอร์ กวีเอกคนสำคัญของกรีกโบราณยังเคยเขียน ถึงอาเรสว่า เป็นเทพที่โหดร้ายและหยาบช้า

ชาวโรมันเทิดทูนสดุดีเทพองค์นี้ยิ่งนัก ถึงกับอุปโลกน์ให้เป็นเทพ บิดาของ โรมิวลัส (Romulus) ผู้สร้างกรุงโรม และพรรณนาสรรเสริญเกียรติ คุณนานัปการ ตรงกันข้ามกับชาวกรีก ซึ่งนอกจากจะไม่นิยมเลื่อมใสเทพ องค์นี้แล้ว ยังถือว่า เป็นเทพที่มีสันดานป่าเถื่อนดุร้าย ปราศจากความ เมตตากรุณาเสียอีก

อาเรสเป็นโอรสขององค์เทพซุสกับเฮร่า และทรงเป็นโอรสที่เทพบิดา ซุส ตรัสใส่หน้าเลยว่า “เจ้าเป็นที่น่าชังที่สุดในบรรดาลูกของข้า ทั้งโหดร้าย

ดื้อด้านเหมือนแม่เจ้าไม่ผิด!” ซึ่งวาทะประโยคนี้นับว่าวิจารณ์อุปนิสัยใจคอของอาเรสได้ตรงเป็นที่สุด นอกจากโหดร้ายและดื้อดึง อาเรสยัง บุ่มบ่าม โกรธง่าย และนิยมความรุนแรงมาก นับว่าเป็นอุปนิสัยที่แตกต่าง

กับเอเธน่ามาก ซึ่งเป็นเทพแห่งสงครามเหมือนกัน เอเธน่านั้นสุขุม เฉลียว ฉลาด และ กล้าหาญ จึงได้รับการยกย่องทั่วทุกหนแห่ง เป็นเหตุให้อาเรส เกิดจิตริษยาเอามาก

เป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งเกี่ยวกับอาเรสองค์นี้ คือในฐานะที่เป็น เทพแห่งสงคราม ตามปกติหากรบที่ไหน ต้องมีชัยที่นั่น แต่ผิดถนัดสำหรับ เทพองค์นี้ หากว่าอาเรส รบที่ไหนปราชัยที่นั่นมากกว่าจนน่าประหลาดใจ นอกจากจะพ่ายแพ้แก่เทพีเอเธน่าแล้ว ยังแพ้มนุษย์อีกด้วย อาทิเช่น วีรบุรุษเฮอร์คิวลิส เคยสังหารโอรสของอาเรสมาแล้ว ครั้นผู้เป็นพ่อเข้า ช่วยลูกก็ถูกต่อยตีจนต้องหลบหนีขึ้นไปบนโอลิมปัสแทบไม่ทันเมื่อนำ เรื่อง ทูลฟ้องซุสซุสก็ตัดสินไกล่เกลี่ยให้เลิกรากันไปเนื่องจากแท้ที่จริงเฮอร์คิวลิส ก็เป็นโอรสของซูสเช่นเดียวกัน เพียงแต่มีมารดาเป็นมนุษย์สามัญ

เทพอาเรสมักเสด็จไปไหนๆ โดยรถศึกเทียมม้าฝีเท้าจัดมากมายแสง

และแสงศาสตราวุธส่องแสงเจิดจ้า บาดตาผู้พบเห็น มีบริวารที่ติด หอยตามอยู่ 2 คน คือ เดมอส (Deinos) ซึ่งแปลว่าความกลัว กับ โฟบอส (Phobos) แปลว่าความน่าสยองขวัญ And the light of the light shining brightly Eye-catching There

บริวารนี้บางตำนานกล่าวว่าเป็นโอรส ของเทพอาเรส ในทาง ดาราศาสตร์เมื่อตั้งชื่อดาวอังคารว่า มาร์สตามชื่อเทพแห่งสงครามแล้ว ก็เลยตั้งชื่อดวงจันทร์บริวารทั้งสองของดาวอังคารว่า เดมอส กับ โฟบอสตามตำนานไปด้วยเลย และชื่อของทั้งคู่ก็เป็น รากศัพท์ของคำว่า ความตื่นตระหนก (Panic) และ ความกลัว (Phobia) อีกด้วย

ในด้านความรักของอาเรสนั้นเร่รักไปเรื่อย เช่นเดียวกับเทพบุตรอื่นๆ ในโอลิมปัส ไม่ได้ยกย่องใครเป็นชายา แต่มีเรื่องรักสำคัญของอาเรสอยู่ ครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้น ได้แก่การลักลอบเป็นชู้กับเทพีแห่งความงาม และ ความรักนาม อโฟรไดท์In the love of Ares, he always loved. Like other angels in Olympus, not praising anyone as a child. But there is an important love story of Ares Once happened Namely the smuggling of adultery with the goddess of beauty and love.

เมื่ออาเรสเป็นที่เกลียดชังของเทพและมนุษย์ (ชาวกรีก) เช่นนั้น พฤติการณ์ตอนเป็นชู้กับเทพีอโฟรไดท์ จึงเป็นที่ครหารุนแรง และมวลเทพ ก็คอยจ้องจับผิด แต่ก็เพราะความมืดของราตรีกาลเป็นใจ ทำให้อาเรส เลี่ยงหลบลอบเป็นชู้ได้ หากยังจับไม่ได้คาหนังคาเขา ตราบนั้นพฤติกรรม เช่นนี้ก็ยังคงเป็นความลับ อาเรสกลัวแสงสว่างยามเช้า ซึ่งเปรียบเหมือน นักสืบของเทพอะพอลโล ถ้านักสืบนั้นแฉพฤติกรรมออกไป ให้แก่เทพอะ พอลโลแล้ว เทพอะพอลโลก็คงจะนําความไปบอก แก่เทพฮีฟีสทัสผู้เป็น สามีของอโฟรไดท์ ถึงกรณีที่อาเรสลักลอบกันคบกับเทพีอโฟรไดท์ อาเรส จึงวางยามไว้คนหนึ่งให้คอยปลุกเมื่อใกล้รุ่งผู้ทำหน้าที่นี้คือหนุ่มน้อยชื่อว่า อเล็กไทรออน (Alectryon)

ในคราวที่ความจะแตก อเล็กไทรออนหลับยามเพลินไปจนรุ่งเช้า เป็นเหตุให้อะพอลโลเห็นอาเรสกับอโฟรไดท์นอนหลับอยู่ด้วยกัน อะพอล จึงนำความไปบอกแก่เทพฮีฟีสทัส ฮีฟีสทัสสานร่างแหเหล็กเตรียมไว้ก่อน แล้วเพราะรู้ระแคะระคายมาบ้าง พอได้ความดังนั้น ก็หอบร่างแหไปทอ ครอบอาเรสกับอโฟรไดท์ ไว้ให้เทพทั้งปวงมาดูและหัวเราะเยาะอย่างครื้นเครงแล้วจึงปล่อยไป ฝ่ายอาเรสได้รับความอัปยศอดสูท่ามกลางธาร กำนัลยิ่งนัก จึงสาปอเล็กไทรออน ให้กลายเป็นไก่ ทำหน้าที่คอยขันในเวลา ใกล้รุ่งของทุกคืน เป็นการลงโทษในการที่หลับยาม ด้วยเหตุนี้ไก่ตัวผู้ทุก ตัวที่เกิดขึ้นในโลก จึงสืบสกุลมาจากไก่อเล็กไทรออนตัวแรกนั้นทั้งสิ้น และ ผลของการอภิรมย์ของคู่นี้ ทำให้เทวีอโฟรไดท์ให้กำเนิดธิดาออกมาองค์ หนึ่งนามว่า อาร์โมเนีย ซึ่งต่อมาได้เป็นราชินีแห่งนครธีบส์

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชมได้ที่ : 6688trading.com

อาเธน่า (Athena) เทพีแห่งปัญญา

คณะเทพโอลิมเปียนมีเทวีพรหมจารีย์อยู่ 3 องค์ ทรงนามตามลำดับ ว่า เฮสเทีย (Hestia) เทพีแห่งครัวเรือน อาเธน่า เทพีแห่งปัญญา และ อาร์ เทมิส (Artemis) เทพีแห่งดวงจันทร์ องค์แรกเป็นเทพภคินีของเทพซุส ส่วน 2 องค์หลังเป็นธิดาเทพีอะธีนา หรือ อาเธน่า (Athena) เป็นหนึ่งในสิบสองเทพแห่ง โอลิมปัส ได้รับสมญานามว่าเทพีแห่งปัญญา เนื่องจากเกิดมาจากส่วนหัว ของซุส ประมุขแห่งเหล่าทวยเทพ นอกจากนี้ยังได้รับสมญานามเป็นเทพี แห่งสงคราม เทพีแห่งงานหัตถกรรม (โดยเฉพาะงานทอผ้า ปั้นหม้อ และ งานไม้) อีกด้วย

การถือกำเนิดของอาเธน่านั้น กล่าวกันว่า ครั้งหนึ่ง เทพซุสได้รับ คำทำนายว่า โอรสธิดาที่ประสูติจากมเหสีเจ้าปัญญา นามมีทิส (Metis) นั้นจะมาโค่นบัลลังก์ของพระองค์ เทพซุสก็แก้ปัญหาด้วยการจับเอามีทิส ซึ่งทรงตั้งครรภ์แก่นั้นกลืนเข้าไปในท้อง แต่เวลาไม่นานนักซุสก็บังเกิด อาการปวดเศียรขึ้นมา ให้รู้สึกปวดร้าวเป็นกำลังจึงมีเทวโองการสั่งให้เรียก ประชุมเทพทั้งปวงบนเขาโอลิมปัส ให้ช่วยกันหาทางบำบัดเยียวยาแต่ความ พยายามของทวยเทพก็ไม่เป็นผล ซุสไม่อาจทนความเจ็บปวดต่อไปได้ในที่สุดจึงได้ให้เฮเฟตุส เทพแห่งการตีเหล็ก ใช้ขวานผ่าศีรษะออก ปรากฏ เป็นอาเธน่ากระโดดออกมาในลักษณะเจริญเต็มวัยแต่งฉลององค์หุ้มเกราะแวววาวพร้อมสรรพ ถือหอกเป็นอาวุธ พร้อมกันนั้นทั่วพื้นพสุธาและมหาสมุทร ก็บังเกิดอาการสั่นสะเทือนเลือนลัน ประกาศกำเนิดเทวีองค์นี้สนั้น ไปทั้งโลก

การอุบัติของเทวีองค์นี้ถือว่าเป็นไปเพื่อยังสันติสุข ให้บังเกิดใน โลกและขจัดความโฉดเขลาที่ครองโลก จนตราบเท่าบัดนั้นให้สิ้นไป ด้วย ว่าพออาเธน่าผุดจากเศียรซุส เทพีแห่งความโฉดเขลาซึ่งไม่ปรากฏรูปก็ล่า หนีไป ด้วยเหตุนี้เทพีอาเธน่าจึงเป็นที่นับถือบูชาในฐานะเทพครองปัญญา นอกจากนั้นอาเธน่ายังมีฝีมือในการเย็บปักถักร้อย และเชื่อว่าพระนาง เป็นเทพแห่งสงครามด้วย เนื่องจากเทวรูปของพระนางมักปรากฏเป็นรูป ผู้หญิงสวมชุดเกราะ ถือโล่และหอกที่มือซ้าย พร้อมถือเทพีไนกี้ เทพีแห่ง ชัยชนะที่มือขวา

ภายหลังการอุบัติของอาเธน่าไม่นาน มีหัวหน้าชนชาวฟีนิเชียคน หนึ่งชื่อว่า ซีครอบส์ (Cecrop) พาบริวารอพยพเข้าไปในประเทศกรีซ เลือก ได้ชัยภูมิอันตระการตาแห่งหนึ่งในแคว้นอัตตระการตาแห่งหนึ่งในแคว้นอัตติกะ (Atica) ตั้งภูมิลำเนา ก่อสร้างบ้านเรือนขึ้นเป็นนครอันสวยงามนครหนึ่ง เทพทั้งปวงเฝ้าดูงาน สร้างเมืองนี้ด้วยความเลื่อมใสยิ่ง ในที่สุดเมื่อเห็นว่า เมื่องมีเค้าจะกลาย เป็นนครอันน่าอยู่ขึ้นมาแล้ว เทพแต่ละองค์ต่างก็แสดงความปรารถนา ใคร่ จะได้เอกสิทธิ์ตั้งชื่อนคร จึงประชุมกันถกถึงเรื่องนี้ เมื่อมีการอภิปรายใต้ แย้งกันพอสมควรแล้ว เทพส่วนใหญ่ในที่ประชุมก็พากันยอมสละสิทธิ์ คง เหลือแต่เทพโปเซดอน และเทวีอาเธน่า 2 องค์เท่านั้นยังแก่งแย่งกันอยู่

เพื่อยุติปัญหาว่าใครควรจะได้เอกสิทธิ์ตั้งชื่อนคร เทพซุสไม่พึง ประสงค์จะชี้ขาดโดยอำนาจตุลาการที่จะพึงใช้ได้ ด้วยเกรงว่าจะเป็นที่ครหาว่าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงมีเทวโองการว่านครนั้น จึงอยู่ในความ คุ้มครองของเทพ หรือ เทวี ซึ่งสามารถเนรมิตของที่มีประโยชน์ที่สุดให้ มนุษย์ใช้ได้ และมอบหน้าที่ตัดสินชี้ขาดให้แก่ที่ประชุม

เทพโปเซดอน เป็นฝ่ายเนรมิตก่อน โดยยกตรีศูลคู่หัตถ์ขึ้นกระแทก ลงกับพื้น บันดาลให้มีม้าตัวหนึ่งผุดขึ้นท่ามกลางเสียงแสดงความพิศวง และชื่นชมของเหล่าเทพ เมื่อเทพผู้เนรมิตม้าอธิบายคุณประโยชน์ของม้า ให้เป็นที่ตระหนักแก่เทพทั้งปวงแล้ว เทพองค์ต่างๆ ก็คิดเห็นว่า เทพีอาเธน่า คงไม่สามารถเอาชนะ เทพโปเซดอนเสียเป็นแน่แล้ว

ส่วนฝ่ายเทพีอาเธน่า ก็ได้เนรมิตต้นมะกอกต้นหนึ่งขึ้นมา และได้อธิบายถึงคุณประโยชน์ของ ต้นมะกอก ที่มนุษย์จะเอาไปใช้ได้นานัปการ นับตั้งแต่ใช้เนื้อ ไม้ผล กิ่งก้าน ไปจนถึงใบ พร้อมกับยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ของมะกอกว่า เป็น เครื่องหมายถึงสันติภาพและความรุ่งเรืองวัฒนาอีกด้วย เมื่อผลเป็นดัง นั้นจึงเป็นที่พึงประสงค์ยิ่งกว่าม้า ซึ่งเป็นเครื่องหมายของสงคราม หลัง จากพิจารณาแล้ว มวลเทพก็เห็นพ้องต้องกันว่า ของที่เทพีอาเธน่าเนรมิต มีประโยชน์กว่า จึงลงมติตัดสินชี้ขาดให้เป็นฝ่ายชนะ

โดยรวมๆ แล้ว อาเธน่าเป็นเทพธิดาที่มีจิตใจเอื้ออารีชอบช่วยเหลือ ผู้อื่นมาก ในมหากาพย์อีเลียดที่ว่าด้วยสงครามแห่งชาวกรีก และชาว เมืองทรอย อาเธน่าก็มีบทบาทในการช่วยวีรบุรุษกรีกหลายครั้ง เช่น หลอก เฮกเตอร์ว่าจะคอยช่วยและให้มาสู้กับอคิลลิส ทำให้เฮกเตอร์ถูกอคิลลิส สังหารอย่างโหดเหี้ยมในสนามรบ เป็นต้น

และในมหากาพย์โอดิสซีที่ กล่าวถึงการเดินทางกลับบ้านที่อิธาก้า ของโอดิสซีอุส หรือ ยูลิซีส วีรบุรุษกรีก ผู้คิดสร้างม้าไม้ซึ่งเป็นผู้ทำให้สงคราม เมืองทรอยสิ้นสุดลง ต้องใช้เวลาใน การเดินทางกลับบ้านเป็นเวลา ถึง ยี่สิบปี เพราะเขาไปทำให้โปเซดอน พิโรธ อาเธน่าก็เป็นเทพอุปถัมภ์ของ โอดิสซีอุส ช่วยให้เขาพ้นภัยหลายครั้งจนกลับถึงบ้านได้อาเธน่ายังมีบทบาทมากมาย โลดแล่นในตำนานการผจญภัยของ วีรบุรุษอีกหลายคน เช่น

• ช่วยให้การแนะนำในการต่อเรืออาร์โกที่ใช้ในการตามหาขนแกะ ทองคำ โดยถ่ายทอดคำพูด ผ่านกิ่งของต้นโอ๊กศักดิ์สิทธิ์ ที่นำมาทำเป็นหัวเรือ

• บอกวิธีสังหารเมดูซ่าแก่เปอร์ซีอุส

• ช่วยเอเปออุสสร้างม้าไม้

• มอบบังเหียนวิเศษเพื่อใช้ควบคุมเพกาซัสแด่เบลเลโรฟอนฯลฯ

จะทำให้นางเคราะห์ร้าย แต่นางอาแรค นี้มิจิตมืดมนไปในความทะนงตนเสียแล้ว จนไม่แยแสต่อคำตักเตือน กลับ พูดสำทับว่า นางอยากให้เทพีอาเธน่าได้ยิน เกี่ยวกับการครองความบริสุทธิ์ของเทพีอาเธน่า มีเรื่องเล่าว่า เทพ ฮีฟีสทัส หมายปองเทพีอาเธน่า ใคร่จะได้วิวาห์ด้วย ได้ทูลขอต่อเทพบิดา เทพบิดาประทานโปรดอนุญาต แต่ให้ฮีฟีทัสทาบทามความสมัครใจของ เทพีอาเธน่าเอาเอง ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ เทพีอาเธน่าไม่ตกลงด้วย ทำให้ฮีฟีสทัส เข้าไปหาเทพีอาเธน่าหมายจะรวบรัด ในระหว่างที่ฉุกละหุกอุตลุดนั้น

เทพีอาเธน่ารอดพ้นมลทินแปดเปื้อน แต่รับทารกไว้ในปกครอง เอาทารกบรรจุหีบให้งูเฝ้า และฝากไว้ให้ลูกสาวท้าวซีครอปส์ดูแล โดย ข้ามเด็ดขาดมิให้เปิดหีบดู แต่ลูกสาวท้าวซีครอปส์ไม่เชื่อฟัง พยายามจะเปิดหีบ ครั้นเห็นงูเข้าก็ตกใจวิ่งหนีตกเขาตาย ทารกนั้นได้ขนานนามว่า อิริคโธเนียส (Erichthonius) และดำรงชีวิตอยู่สืบมา จนภายหลังได้ครอง กรุงเอเธนส์ ส่วนเทพีอาเธน่าก็ไม่ได้รับการเกี่ยวพาราสี ของเทพองค์หนึ่งองค์ใดอีกต่อไปตั้งแต่บัดนั้น เบลเลอโรฟอน กับ ม้าเปกาซัส

แม้ว่าจะมีบางตำนานกล่าวว่า อาเธน่า เคยแอบรักบุรุษรูปงามคน หนึ่งชื่อว่า เบลเลอโรฟอน จนถึงกับเอาอานม้าทองคำมาให้เขาในความฝัน เนื่องจากเบลเลอโรฟอนต้องการขี่ม้าวิเศษเปกาซัส แต่ไม่ปรากฏว่าเทพี อาเธน่าได้สานเรื่องราวระหว่างเทพีอาเธน่ากับเบลเลอโรฟอนต่อไปแต่ อย่างใด แต่ทว่าบุรุษหนุ่มผู้นั้นตกม้าตายในตอนหลัง เทวีอาเธน่ามีต้นโอ ลีฟเป็นพฤกษาประจำตัว และนกฮูกเป็นนกคู่ใจ

เทพี อาเธน่า นอกจากจะมีชื่ออาเธน่า หรือ มิเนอร์วาแล้ว ชาวกรีก และโรมันยังรู้จักกันในชื่ออื่นๆ อีกหลายชื่อในจำนวนนี้มีชื่อที่แพร่หลายที่สุด คือ พัลลัส (Pallas) จนบางที่เรียกควบกับชื่อเดิมว่า พัลลัสอาเธน่า ว่ากัน รามูลเหตุของชื่อนี้สืบเนื่องมาจากพฤติกรรมตอนปราบยักษ์ชื่อ พัลลัส ซึ่งไม่ปรากฏตำนานชัดแจ้ง อาศัยเหตุที่ได้ถลกหนังยักษ์มาคลุมองค์ คน ทั้งหลายเลยพลอยเรียกในชื่อของยักษ์นั้นด้วย และเรียกรูปประติมาหรือ อนุสาวรีย์ อันเป็นเครื่องหมายถึงเทพีอาเธน่า ว่า พลเลเดียม (Palladium) ในที่สุดคำว่า Palladium ก็มีที่ใช้ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ภาวะหรือปัจจัย ห้อานวยความคุ้มครอง หรือ ความปลอดภัยให้เกิดแก่ชุมชน ทำนอง Paladiกา ที่ชาวโรมันอารักขาไว้ในวิหารเวสตา

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชมได้ที่ : 6688trading.com

ความ เกี่ยวข้องกับเฮรา

ด้วย ความ นิยมที่มีต่อบรรดาลูกๆ ของนางกับซุสไม่ค่อยเป็นที่นิยม ทำให้เฮรารู้สึกริษยาเอเธน่า และไดโอนีซุส จึงลองมีโอรสด้วยตนเอง แต่ ผลลัพธ์ที่เกิดก็ทำให้นางแทบร้องไม่ออก เพราะเฮเฟตุสที่นางให้กำเนิด มีร่างกายพิกลพิการ ไม่สมกับเป็นเทพ จนซุสกล่าวหาว่าเฮรามีชู้ จนต้อง พาไปสาบาน ด้วยน้ำในแม่น้ำสติกซ์ ซุสจึงยอมเชื่อ

และนี่ก็เป็นตำนานที่ขัดแย้งกันเองเนื่องจากว่าตอนที่เอธีนากำเนิด ซุส ใช้ให้เทพเฮเฟตุสเอาขวานจามพระเศียร เพื่อดูว่าทำไมจึงปวดเศียร นักหนา หลังจากจามลงไปแล้ว เทพีเอธีนาก็กระโดดออกมาจากรอยแยก ของเศียรบิดา ส่วนเฮเฟตุสก็เกิดจากการที่เทวีเฮรา อิจฉาความนิยมที่มี ต่อเทวีเอธีนาที่เกิดจากซุส จึงลองให้กำเนิดจากศีรษะของตนเองบ้าง

ด้วยว่าชีวิตการแต่งงานของนางไม่ค่อยมีความราบรื่น ต้องผจญ กับปัญหามากมายที่สามีไปก่อไว้ แต่นางก็เป็นเทพที่ซื่อสัตย์ไม่นอกใจสามี เฮราจึงเป็นเทพที่อุปถัมภ์การแต่งงานและเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ ของชีวิตคู่ โดยที่คู่บ่าวสาวกรีกโบราณต้องขอพร และทำพิธีบูชาเฮราใน วันที่พวกเขาแต่งงาน เพื่อให้ชีวิตคู่ราบรื่นถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร

ในส่วนของชู้รักมากมายของซุสต้องจบชีวิตลงเพราะเฮรา เช่นกรณี ที่ดูโหดและทำร้ายจิตใจของซุส ก็ได้แก่การที่ทำให้เซเมเล่มารดาของ ไดโอนีซุสต้องตายด้วยคำสาบาน ที่นางขอจากซุส โดยที่เฮราจำแลงกาย เป็นนางพี่เลี้ยงของเจ้าหญิงเซเมเล่ และให้นางทูลขอพรที่ซุสที่เคยให้คำสัตย์ ต่อเจ้าหญิงน้อยว่า จะให้สิ่งใดก็ได้ที่นางขอหนึ่งอย่าง เฮราในร่างแปลง ยุให้เซเมเล่ ให้ซุสดื่มน้ำจากแม่น้ำสติกซ์ (แม่น้ำแห่งสัจจะ) ซึ่งผู้ดื่มเข้าไป แล้วจะพูดแต่ความจริง หากสัญญาก็ต้องทำตามคำที่ลั่นไว้ เซเมเล่ก็ขอพร ให้ซุสปรากฏกายในร่างเทพเจ้าและสวมชุดเกราะเต็มยศ ตามที่นางพี่เลี้ยง ตัวปลอมบอก ซุสจำต้องทำให้ แม้จะรู้เต็มอกว่าหญิงคนรักต้องตาย ซึ่งก็ สมปรารถนาเฮรา ร่างของเซเมเล่มอดไหม้เป็นมหาจุณในพริบตา ด้วยลำแสงร้อนแรงจากรัศมีของมหาเทพ แต่ซุสก็ช่วยชีวิตทารกในครรภ์ได้ทันโดยคว้ามาจากท้องเซเมเล่ก่อนนางจะตาย และเอามาฝังไว้ที่ต้นขาของ ตนเอง จนกระทั่งถึงกำหนดคลอด

อัลมีเน่ มารดาของวีรบุรุษจอมพลัง เฮร่าเคลส หรือ เฮอร์คิวลิส ก็ เกือบตาย ขณะที่หลับใหลด้วย ความ อ่อนเพลียจากการคลอดบุตร เพราะ

ส่งอสรพิษยักษ์ไปให้ฆ่าทั้งแม่และลูก แต่หนูน้อยเฮอร์คิวลิส ตื่นขึ้นมา ก่อนจึงจับคองยักษ์แกว่งไปมา และบีบคองูร้ายตายด้วยความไร้เดียงสา และการกระทำนี้เอง ที่ทำให้เฮรารู้สึกว่าเจ้าเด็กทารกคนนี้ต่อกรกับตนได้ ตั้งแต่เกิด เฮราจึงตามจองล้างจองผลาญมาตลอด จนเฮอร์คิวลิสมีครอบ ครัว เฮราก็ทำให้เฮอร์คิวลิสคลั่งจนฆ่าภรรยา และลูกชายทั้งสองตาย ด้วยมือตัวเอง

ฝาแฝด ผู้เลื่องชื่ออย่างอะพอลโล และอาร์เทมิส ก็เกือบที่จะไม่ได้ เกิด เพราะเฮราส่งไพธอนไปไล่ฆ่าเลโตมารดาของทั้งสอง ในขณะที่ตั้งครรภ์ ใกล้คลอดแบบกะไม่ให้เด็กได้เกิดถ้าเลโตไม่เสี่ยงหนีลงทะเล และโปเซดอน ไม่บันดาลเกาะเดลอสขึ้นมา ก็คงไม่ได้มีโอกาสรู้จักเทพแฝดคู่นี้ เมื่อแฝด ผู้พี่เติบใหญ่ ก็สังหารเจ้าไพธอน และยึดวิหารแห่งเดลฟีที่เคยเป็นเทวาลัย ของเฮรามาเป็นของตน

คาลิสโต ชู้รักคนหนึ่งของซุสก็ถูกซุสสาปให้เป็นกลุ่มดาวหมีใหญ่ บนท้องฟ้า เพื่อปกป้องนางจากเฮรา (บ้างก็ว่าจากคำสาปของอาร์เทมิส เพราะนางเป็นหญิงผู้รับใช้เทพธิดาแห่งจันทราผู้ไม่นิยมการครองเรือน แต่ หญิงรับใช้กลับท้องซะเอง)

แม้แต่นักบวชหญิงแห่งอาร์กอส ผู้รับใช้เฮราอย่างไอโอ ก็ต้อง เกือบตายด้วยฤทธิ์แรงหึง เมื่อซุสแอบมีสัมพันธ์กับนาง เฮราจะเอาเรื่องจนซุสต้องแปลงร่างไอโอเป็นวัว เฮราก็แสร้งทูลขอจากซุส และ ให้อาร์เกสอสูรไซคอล์ป ผู้ที่ไม่หลับ เฝ้าวัวแปลงเอาไว้ เมื่อนางหนีไปก็ต้องระหกระเหินไปถึงอียิปต์ ซึ่งได้สมรสกับราชาเทเลโกนุสของอียิปต์ และเป็นบรรพชน ของดานาอุส (บิดาของดานาอีทั้งห้าสิบ)

แม้จากตัวอย่างเหยื่อความโหดของเฮราจะมีมากมาย และวิธี จัดการดูน่ากลัว แต่เทวีแห่งสรวงสวรรค์ จะมุ่งร้ายก็เฉพาะพวกที่เป็นศัตรู ส่วนพวกที่บูชานางก็จะได้รับผลตอบแทน ที่แสนดีกลับคืน เพราะนางจะ คอยดูแลทุกข์สุขโดยตลอดอย่างเช่นที่นางได้ให้ความช่วยเหลือต่อเจ้าชาย เจสัน ตั้งแต่ต้นในการตามหาขนแกะทองคำ หากไม่มีนาง เจสันและเรื่ออาร์โกของเขาก็คงจะประสบปัญหาอับปางลงอย่างแน่นอน

เฮรา โปรดปรานเมืองอาร์กอส และชาวเมืองที่นั่นมากที่สุดในบรรดา พวกกรีกด้วยกัน และยังเป็นเทพีประจำนครนั้น เนื่องจากบิดามารดาของ เจสันรวมทั้งตัวเขา และเมืองโครินธ์ บูชานางเฮราจึงช่วยเหลือ โดยแปลง ร่างเป็นหญิงชรามาช่วยให้เหตุการณ์เป็นไปตามทำนายที่ว่า ผู้ที่มาทวง บัลลังก์คืนจะสวมรองเท้าข้างเดียว และยังคอยช่วยให้เขาฟันฝ่าอุปสรรค มากมาย รวมทั้งยังสั่งให้อีรอส แผลงลูกศรทองคำใส่นางเมเดอา แม่มดสาว คนงาม ผู้เป็นธิดาของราชาเออีเตส แห่งโคลคิสผู้ครอบครองขนแกะทองคำ ทำให้นางหลงรักเจสันและช่วยเขา ให้ทำภารกิจที่เออีเตสมอบหมายเสร็จ สมบูรณ์โดยไม่เป็นอันตราย และเมเดอายังช่วยขโมยขนแกะเมื่อเออีเตส บิดพลิ้วรวมถึงช่วยให้เจสันหนีการตามล่าของเออีเตสผู้เป็นบิดาของนาง อีกด้วย

ผลไม้ที่เฮราโปรดก็คือแอปเปิลและทับทิม สวนแอปเปิลทองคำที่ พวกเฮสเพอริเดสลูกสาว ของไตตันแอตลาสคอยเฝ้าดูแล ก็เป็นสมบัติของเฮรา

ส่วนชนชาติที่เฮราชัง ก็คงจะหนีไม่พ้นพวกโทรจัน ด้วยเหตุที่ว่าเจ้าชายปารีสไม่เลือกนางเป็นผู้ที่สวยที่สุด ดังนั้นในสงครามระหว่างทรอย เกรีก เพื่อแย่งชิงราชินีเฮเลน เฮราก็อยู่ฝ่ายกรีกตามแรงแค้น

นอกจากพวกโทรจันที่เทพีเฮราไม่โปรดแล้วนั้นยังมีนางซิดี ผู้ซึ่งเป็น ภรรยาคนแรกของโอไรออน นายพราน มือฉมัง (ภายหลังถูกอาร์เทมิสสาป และจบชีวิต อย่างน่าเศร้า) คุยโอ้ว่าตัวเองสวยเลอเลิศกว่าใคร ๆ ในโลกนี้ แม้แต่เฮราจอมเทวี ก็ไม่อาจจะมาทาบรัศมีของตนเองได้ โชคร้ายของนาง ซีดี ที่เฮราได้ยินเต็มสองรูหู เฮราจึงทำให้ซิดีไม่มีโอกาสโม้ให้รำคาญใจ และเจ็บใจได้อีกต่อไป นางจึงจัดการส่งซิดไปไกล ๆ จากการได้เห็นได้ยิน โดยส่งตรงไปยังยมโลก

เฮรา เป็นตัวแทนของความงามสง่าเย่อหยิ่งเยี่ยงราชินี ในขณะที่ อะโฟรไดท์ จะมีความสวยงามในทางเย้ายวนแบบหญิงสาว เฮราก็ยัง เป็นสัญลักษณ์ของภรรยา ที่ซื่อสัตย์ไม่นอกใจสามี และสตรีขี้หึงอีกด้วย Hera represents the glorious beauty of the queen, while Aphrodite is beautiful in the seductive way of a young woman. Hera is also a symbol of his wife. Faithful, not unfaithful to her husband And jealous women as well

แม้ว่าชีวิตสมรสของเทวีเฮร่าจะไม่ราบรื่นนัก แต่ในฐานะที่เป็นราชินี หรือเป็นมารดาแห่งสวรรค์ เฮร่าเป็นเทพที่คุ้มครองการแต่งงาน มีหลาย ครั้งที่เธอคอยดลใจให้วีรบุรุษได้แสดงความกล้าหาญจึงทำให้เป็นที่เคารพ นับถือในเขตโอลิมปัส เทวาลัยที่เป็นที่บูชาขนาดใหญ่ที่สุดของเทวีเฮรา อยู่ ที่เมืองอาร์กอสเรียกว่า เดอะ เฮราอีอุม(Heraeum)  สัญลักษณ์ของเฮราคือ วัว นกยูง และสิงโต พฤกษาประจำตัวคือ ผลทับทิม

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชมได้ที่ : 6688trading.com

เฮรา (Hera) ราชินีแห่งโอลิมปัส

โครนอส และรีอา มีบุตรธิดาด้วยกันหกองค์ ซึ่งโครนอสกลืนลงท้อง ไปซะห้าองค์ เหลือซุสผู้เดียว ที่เหลือรอดกลับมาทวงสิทธิ์คืน (ด้วยกำลัง) จนได้ตำแหน่งมหาเทพไปครอง เฮราก็เป็นหนึ่งในห้าที่ถูกโครนอสกลืนลง ไปนางเป็นลูกคนที่ห้าของพี่น้องทั้งห้าเมื่อตอนที่โครนอส ดื่มน้ำยาที่เมทิส ผสมขึ้นเพื่อให้คายลูกๆ ทั้งห้าออกมานั้น ความงามของเฮรา ก็เป็นที่ ประจักษ์ต่อชาวโลก โดยเฉพาะต่อซุสจอมเทพ เทวีเฮราไม่ชอบนิสัยเจ้าชู้ ของซุส ด้วยเหตุที่ซุสเป็นคนเจ้าชู้ ทำให้เฮรากลายเป็นคนขี้หึง และคอย ลงโทษหรือพยาบาทคนที่มาเป็นภรรยาน้อยของซุสอยู่เสมอ

ซุสคลั่งไคล้นาง ต้องการได้นางเป็นภรรยา แต่ทว่าเฮราไม่ต้องการ เช่นนั้น เนื่องจากต้องติดอยู่ในท้องของบิดามาตลอดชีวิตวัยเยาว์ เฮราจึง ต้องการใช้ชีวิตให้คุ้มค่า ไม่รีบร้อนที่จะคิดมีพันธะใด ๆ จึงไปอยู่ที่เฮราเออุม ซึ่งเป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์ของตนในอาร์กอสโดยมี นางไนแอดส์ หรือ นางเงือก แห่งทะเลสาบอย่าง ยูรีโบอา โปรซีมนา และ อาคราเออา เป็นนางกำนัล คนสนิทคอยรับใช้ดูแล แต่มีบางตำนานกล่าวว่า ผู้ที่ดูแลเฮราก่อนที่นาง จะสมรสกับซุส คือ เทเมนุส บุตรแห่งเพลาสกุส ซึ่งเขาก็คอยดูแลเฮราอย่าง จงรักภักดีโดยตลอด และได้สร้างเจดีย์ขึ้นมาสามองค์เพื่อระลึกถึงวัยต่าง ๆของเฮรา คือ ก่อนสมรสกับซุส นั้นคือวัยเยาว์ สมรสกับซุสแล้วคือวัยผู้ใหญ่) และเมื่อตอนทะเลาะกับซุส แล้วหนีจากโอลิมปัสมาพำนักกับราชาสติม ฟาลุส แห่งอาร์คาเดีย และเทเมนุส คือวัยม่าย

เมื่อแรกที่ซุสขอแต่งงาน เฮราปฏิเสธ และปฏิเสธเรื่อยมาจนถึง 300 ปี วันหนึ่งซุสคิดทำอุบายปลอมตัวเป็นนกกาเหว่า เปียกพายุฝน ไป เกาะที่หน้าต่าง เฮราสงสารก็เลยจับนกมาลูบขน พร้อมกับพูดว่า “ฉันรัก เธอ” ทันใดนั้นซุสก็กลายร่างกลับคืน และบอกว่า เฮราต้องแต่งงานกับ พระองค์ แต่ทว่าชีวิตการครองคู่ของเทวีเฮรากับเทพซุสไม่ค่อยราบรื่น เท่าใดนัก มักจะทะเลาะเบาะแว้งมีปากเสียงกันตลอดเวลา จนเป็นเหตุให้ ชาวกรีกโบราณเชื่อกันว่า ในเวลาที่เกิดฟ้าคะนองดุเดือดขึ้นเมื่อไร นั่นคือ สัญญาณว่า ซุสกับเฮราต้องทะเลาะกันเป็นแน่ เพราะ 2 เทพนี้เป็น สัญลักษณ์ของสรวงสวรรค์

แม้ว่าเทวีเฮรามีศักดิ์เป็นถึงราชินีแห่งสวรรค์ หรือเทพมารดาแทน รีอา แต่ความประพฤติและอุปนิสัย ของเทวีไม่อ่อนหวานมีเมตตาสม กับเป็นเทพมารดาเลย โดยประวัติของเทวีนั้นมีทั้งโหดร้าย ไร้เหตุผล เจ้า คิดเจ้าแค้น และอาฆาตพยาบาท จนถึงที่สุดผู้ใดก็ตามที่ถูกเทวีเฮรา อาฆาตไว้มักมีจุดจบที่ไม่สวยงามนักว่ากันว่าชาวกรุงทรอยทั้งเมือง ล่มจม ลงไปเพราะเพลิงอาฆาตแค้นของเทวีเฮรานี้เอง สาเหตุเกิดจากเจ้าชาย ปารีสแห่งทรอย ไม่เลือกให้เทวีชนะเลิศในการตัดสินความงาม ระหว่าง 3 เทวีแห่งสวรรค์ คือเทวี เฮรา เทวีเอเธน่า และ เทวีอโฟรไดท์

รูปเขียนรูปสลักของชาวกรีกโบราณ มักทำรูปของเทวีเฮรา เป็น เทวีวัยสาวที่สวยสง่า ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้นว่ากันว่ามีคนหลงใหลความ งามของเทวีหลายคน โดยเฉพาะอิกซิออน (Ixion) ราชาแห่ง ลาปิธี (Lapithae)

ต่อมาถูกซุสลงโทษอย่างรุนแรง และบางที่อาจเป็นเพราะทะนงตนว่ามีสิริโฉมงดงามก็ได้ ที่ทำให้เทวีเฮราเป็นเดือดเป็นแค้นนัก ที่สวามีปันใจให้ สตีอื่น จึงต้องราวีอย่างถึงที่สุดเสมอ ความร้ายกาจของเทวี เคยถึงขนาดคิดปฏิวัติโค่นอำนาจของสวามีจนเกือบสำเร็จ

เรื่องมีอยู่ว่า เทวีโกรธแค้นความไม่ซื่อสัตย์ของสวามีขึ้นมาอย่าง เต็มกลืน จึงร่วมมือกับเทพโพไซดอน จ้าวสมุทร เชษฐาของซุสเอง เทพอะพอลโล และ เทวีเอเธน่า ช่วยกันรุมจับองค์เทพซุสมัดพันธนาการไว้ แน่นหนาจนเป็นเหตุให้ เทพซุสจวนเจียนจะสูญเสียอำนาจอยู่รำไร ก็พอดี ชายาอีกองค์ของซุสนามว่า มีทิส (แปลว่าผู้มีปัญญา) ได้นำผู้ช่วยเหลือมา กู้สถานการณ์ได้ทันเวลา โดยไปพา อาอีกีออน (Aegaeon) ซึ่งเป็นอสูรร้อย แขนที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงมาช่วยเหลือเทพซุส อสูรตนนี้มีฤทธิ์อำนาจมาก เสียจนเทพเทวาน้อยใหญ่ ต้องยอมศิโรราบไปตามๆ กัน เมื่ออาอีกีออน มาแก้ไขให้ซุส และนั่งเฝ้าอยู่ข้างบัลลังก์ของซุส บรรดาผู้คิดกบฏปฏิวัติก็ ขวัญเสียชวนกันหนีหน้าไปหมด แผนการณ์จึงล้มครืนซุสจึงได้ลงโทษอย่าง สาสมต่อความผิด โดยให้อะพอลโลและโพไซดอน ไปใช้แรงงานช่วยกัน สร้างกำแพงเมืองทรอย ส่วนชายาอย่างเฮราก็ถูกจับล่ามไว้บนท้องฟ้า

องค์เทพซุสเองก็เคยร้ายกาจกับราชินีเทวีเฮราเหมือนกัน โดย ลงโทษทัณฑ์แก่เทวีอย่างไม่ไว้หน้าอยู่บ่อยๆ นอกจากทุบตีอย่างรุนแรงแล้ว ยังไสโซ่ตรวนที่เท้าของเทวี กับผูกข้อมือมัดโยงอยู่บนท้องฟ้า จนเป็นเหตุ ให้เกิดตำนานเกี่ยวกับเทพ ฮีฟีสทัสขึ้นมาว่า จากการวิวาทครั้งนี้ เทพฮีฟีสทัสผู้เป็นโอรส เข้าขัดขวางมิให้พระบิดากระทำรุนแรงแก่พระมารดาจึงทำให้ซุสที่กำลังโกรธจัด จับตัวฮีฟีสทัสขว้างลงมาจากสวรรค์ กลายเป็นเทพพิการไปเลย

เทวี เฮรา นอกจากขี้หึงแล้ว ยังช่างริษยามากอีกด้วย ครั้งหนึ่งเมื่อ ซุสทรงมีราชธิดานามว่า เอเธน่า ออกมาได้โดยไม่ต้องพึ่งใคร ซึ่งกระโดด ออกมาจากเศียรของซุสเอง เทวี เฮรา ก็ริษยายิ่งนัก ตรัสว่าเมื่อสวามีทรงมี กุมารีด้วยองค์เองได้ นางเองก็มีได้เช่นกัน ทว่าบุตรที่เกิดจากตัวเทวีเองนั้น กลับมิได้สะสวยเรืองฤทธิ์เช่นเอเธน่า แต่เป็นอสูรร้าย น่าเกลียดน่ากลัวยิ่ง คืออสูรร้าย ไทฟีอัส (Typheus) (แต่บางตำนานกล่าวว่าบุตรที่ได้จากเทวี เฮราก็คือ ฮีฟทัสนั้นเอง) ซึ่งผู้ใดเห็นก็หวาดกลัว เลยทำให้เทพซุสโกรธเป็น อย่างมาก และการวิวาทบาดหมางก็เกิดขึ้นอีก

เทวีเฮรา มีโอรสธิดากับเทพซุส ดังต่อไปนี้

1. เฮเบ (Hebe) หรือ แกนีมีดา เทพธิดาแห่งความเยาว์วัย รับหน้าที่ถือถ้วยเทพเจ้า แต่ภายหลังโดนปลดเนื่องจากไปก่อเรื่อง วุ่นวายขึ้น2 อิลลิธธียา (lithyia) หรือ ลูซิดา ในตำนานโรมัน ซึ่งเป็นเทพีแห่งการให้กำเนิดทารก 3. เอเรส (Ares) หรือ มาร์ส เทพเจ้าแห่งสงคราม 4. ดิสคอร์เดีย เทพธิดาแห่งการวิวาทบาดหมาง ฝาแฝดของอาเรส (ซึ่งเป็นเทพธิดา ผู้กลิ้งลูกแอปเปิลทองคำที่สลักคำว่า “แด่ผู้ที่ งดงามที่สุด” เข้าไปในกลุ่มเทพธิดาที่มาในงานแต่งงานใน โอลิมปุส จนผลของการตัดสินของเจ้าชายปารีส นำไปสู่มหาสงครามเมืองทรอย ซึ่งทำให้ทรอยล่มสลาย) 5. อาร์จี เป็นนางเงือก 6. ฮีฟีสทัส (Hephaestus) หรือวัลแคน เทพแห่งการช่าง เทพองค์นี้

ส่วนมากว่าเป็นโอรสที่เฮราให้กำเนิดฝ่ายเดียว ไม่เกี่ยวกับซุส หรือชายใด

เหตุจากการที่ซุสให้กำเนิดเอธีนา และไดโอนีซุส จากร่างตนเอง และ ทั้งสองก็เป็นเทพที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ส่วนบรรดาบุตรธิดาของ นางไม่ค่อยจะเป็นที่ต้อนรับของชาวกรีกสักเท่าไหร่ โดยคนหนึ่งเป็นเทพ แห่งสงคราม (ชาวกรีกไม่นิยมชมชอบการทำสงคราม) อีกคนไปไหนคนก็ อยากจะหลบ เพราะเป็นเทพธิดาที่ชอบทำให้เกิดความบาดหมาง อีกคน แม้จะได้ตำแหน่งอันทรงเกียรติถือถ้วยเทพเจ้า แต่ก็ไม่วายก่อเรื่องจนถูก ปลดลงจากตำแหน่ง ด้วยความนิยมที่มีต่อบรรดาลูกๆ ของนางกับซุสไม่ค่อยเป็นที่นิยม ทำให้เฮรารู้สึกริษยาเอเธน่า และไดโอนีซุส จึงลองมีโอรสด้วยตนเอง ด้วยว่าชีวิตการแต่งงานของนางไม่ค่อยมีความราบรื่น

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชมได้ที่ : 6688trading.com

ซุส (Zeus) มหาเทพผู้ครองโอลิมปัส

เทพ ซุส (Zeus) เป็นราชาแห่งทวยเทพ ผู้ปกครองเขาโอลิมปัส (Olympus) และเทพแห่งท้องฟ้า ฟ้าร้อง ของตำนานเทพปกรณัมกรีก มี อสนีบาต (Thunder bolt) เป็นอาวุธประจำกาย

ทรงเกราะทองประกายวาววับ ซึ่งเกราะทองนี้มนุษย์ทั่วไปจะไม่ สามารถทนมองดูได้ แม้แต่ทวยเทพด้วยกันเอง หากไปเพ่งมองแสงเจิดจ้า ของเกราะทองเข้า ก็ย่ำแย่เช่นกัน เทพ ซุส มีพญานกอินทรีเป็นบริวาร ต้น โอ๊ก เป็นต้นไม้ประจำองค์ มีมหาวิหาร และศูนย์กลางศรัทธา อยู่ที่เมือง โอลิมเปีย สัญลักษณ์ประจำพระองค์คือ โคเพศผู้ นกอินทรี และต้นโอ๊ก

นอกจากนี้มหากาพย์ อีเลียด (1liad) ยังกล่าวไว้ว่า เทพซุส เป็นพระบิดาของเทพีอโฟรไดต์ (Aphrodite) ที่กำเนิดจากเทพไดโอเน่อีกด้วย เทพซุสมักมีชื่อเสียงในพฤติกรรม นอกลู่นอกทางเรื่องชู้สาวของพระองค์ ซึ่งยังรวมไปถึงความสัมพันธ์กับ เด็กหนุ่มนามกานีเมดี้ (Ganymede) ด้วยเช่นกัน พฤติกรรมของพระองค์ทำให้เกิดผู้สืบเชื้อสายอยู่หลายองค์ เทพีเฮบี (Hebe) และเทพเฮฟาเอสตัส (Hephaestus)

นามของพระองค์ในตำนานเทพปกรณัมโรมันคือ เทพจูปิเตอร์ (Jupiter) และนามในตำนานอีทรูสแคนคือเทพไทเนีย (Tinia)

ในวัยเยาว์ของพระองค์ โดนพ่อบังเกิดเกล้าเรียกเอาไปกินหวังไม่ให้ เยาวเทพเติบโตขึ้นมาวัดรอยเท้า เคราะห์ดีที่แม่ของท่านไหวตัวทันเอาไป ฝากแพะเลี้ยงเอาไว้ จนกระทั่งเติบโตจึงได้มาทวงบัลลังก์กับพ่อ ต้องรบรา ฆ่าฟันพี่น้อง รวมทั้งพ่อของตัวเองด้วย หลังจากยึดอำนาจได้เบ็ดเสร็จแล้ว ซุสก็ขึ้นครองบัลลังก์ รั้งอำนาจเต็มตลอด 3 ภพ คือ สวรรค์ พิภพ และ บาดาล แต่ซุสก็ตระหนักดีว่า การที่จะปกครองทั้ง 3 ภพ และทะเลให้ทั่ว ถึงมิใช่เรื่องง่ายหาใช่ภาระเล็กน้อยไม่เพื่อป้องกันการแก่งแย่งและกระด้าง กระเดื่อง จึงจัดสรรอำนาจยอมยกให้เทพต่างๆ มีเอกสิทธิ์ในการปกครอง อาณาเขตดังนี้

เนปจูน หรือ โปเซดอน ได้ครองทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และแม่น้ำทั้งปวง

พลูโต หรือ ฮาเดสเป็นเจ้าแห่งตรุทาร์ทะรัส และ แดนบาดาลทั้งหมด อันรัศมีของ แสงอาทิตย์ ไม่เคยส่องลอดไปถึงเลย

ยูปีเตอร์ หรือ ซุส เองปกครองทั้งสวรรค์และพิภพ แต่ก็มีอำนาจที่จะสอดส่องดูแล กิจการ ทั่วไปในเขตแดนของเทพภราดรทั้งสองได้บ้าง เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ความสงบก็บังเกิดขึ้น

หากกล่าวถึงบทบาทของเทพซุสแล้ว ต้องยอมรับว่า มีบทบาท แย้งในองค์เองมากที่สุดในบรรดาเทพด้วยกัน เนื่องจากทรงเป็นมหาเทพ ผู้ทรงอำนาจสูงสุดและมีผู้เคารพนับถือโดยทั่วไปเป็นที่ยำเกรงของสามโลก ทรงไว้ซึ่งฤทธิ์อำนาจ ล้นฟ้าล้นแผ่นดิน แต่กลับทรงมีอุปนิสัยเหมือนบรุษ หนุ่มธรรมดาๆ นั่นคือ ความเกรงใจ ที่มอบให้แก่มหาเทวี เฮร่า ชายาของ เทพซุสเอง เป็นอย่างมาก ซึ่งก็คืออาการ “กลัวเมีย” และสาเหตุที่เป็น เช่นนั้นก็เพราะ ความเจ้าชู้ที่มีอยู่ในตัวมหาเทพซุสนั้นเอง

ความขัดแย้งอีกประการหนึ่งที่มีอยู่ในตัวมหาเทพองค์นี้ คือ แม้ว่า เทพซุสจะมีอำนาจสูงสุดทั่วสามภพแต่ไม่อาจใช้อำนาจของตนไปแตะต้อง เทพองค์หนึ่งได้ ทั้งๆ ที่เทพองค์นั้นก็เป็นเพียงเทวะชั้นรอง และไม่สามารถ มาประชันขันแข่งกับซุสได้ เทพองค์นั้นมีนามว่า ชะตาเทพ (Fate) ซึ่งบ่ง บอกให้เราทราบว่าไม่มีผู้ใดเลยหรือแม้แต่เหล่าทวยเทพจะหาญสู้หลีกเลี่ยง หรือก้าวก่ายกับชะตาชีวิตได้

ด้วยเหตุนี้ การที่มหาเทพซุสมีอะไรแย้งๆ กันในองค์เอง อาจเป็น เพราะชาวกรีกโบราณที่สร้างเหล่าทวยเทพขึ้นนับถือ มีความเป็นนัก ปรัชญาอยู่เต็มตัว เขาจึงสร้างทวยเทพของเขาให้ละม้ายคล้ายกับมนุษย์ ปุถุชน มีทั้งข้อดีและจุดบกพร่อง คุณงามความดีอันสำคัญของมหาเทพ ซุสเป็นอีกอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่า ผู้ที่เคารพนับถือเป็นนักปราชญ์มากกว่านักสงคราม ก็คือ ซุสทรงรักสัจจะ และความเป็นธรรมอย่างที่สุด

ทรงเกลียดชังคนโกง และคนโกหกอย่างที่สุด การแข่งขัน โอลิมปิกเพื่อถวายแด่พระองค์ นักกีฬาจึงต้องแข่งกันอย่างตรงไปตรงมา แต่ในยามโกรธเกรี้ยว และต้องลงทัณฑ์ต่อความผิด เทพซุสก็โหดเช่นกัน เช่น ตอนโพรเมธุสขโมยไฟจากสวรรค์มาให้มนุษย์ พระองค์ตามล่า ตัวแล้วน้ำโพรเมธุส ฝังเข้าไปในหิน 30,000 ปี และยังได้ส่งนกอินทรี กินตับโพรเมธุสทุกวันอีกด้วย

ความเจ้าชู้ ดูเหมือนจะกลายเป็นภารกิจหลักของมหาเทพ แต่ก็ใช่ ว่าซุสจะประสบความสำเร็จทุกครั้ง คนที่พ้นมือไปได้ก็ยังพอมีอยู่ เช่น นางอัปสร (Nymph) ที่มีนามว่าแอสทีเรีย เธอแปลงเป็นนกกระทาบินหนีไป หรือเทย์กีต ลูกสาวของแอตลาสก็เกือบไป เพราะเทพีอาร์เทมีสมาพบเข้า พอดี แล้วช่วยแปลงนางเป็นกวาง จนนางวิ่งเร็วกว่าซุสหายไปในป่า

ในที่สุด เทพซุสเอง ก็ถูกบีบให้เข้าสู่การแต่งงานครั้งสุดท้าย นั่นคือ ตอนไปพบกับเฮรา ราชินีแห่งท้องฟ้า เฮราปฏิเสธที่จะมีสัมพันธ์กับพระองค์ ซุสแปลงตัวเป็นนกดุเหว่าร่วงลงมาต่อหน้าเฮรา แกล้งทำเป็นโดนความ หนาว จนตัวแข็ง เฮราหลงกลพานกดุเหว่าเข้าไปกอดในห้องนอนของนาง แต่พอนางรู้สึกตัวว่าอยู่ในอ้อมแขนของผู้ชายเข้าแล้ว นางกลับไม่ยอม จน ในที่สุดซุสต้องยอมเอ่ยคำปฏิญาณจะแต่งงานด้วย ไม่ช้าไม่นาน ซุสก็พบ ว่าความงามของเฮรากลับตรงกันข้ามกับนิสัยของนาง เพราะเฮราขึ้นชื่อ ดังทั่วสวรรค์ว่าเป็น “มเหสีขี้หึง”

ประวัติของซุสตอนที่มาเกี่ยวกับผู้หญิงที่เป็นมนุษย์ กล่าวไว้มากพอควร แต่ล้วนเป็นเล่ห์อุบายของซุสที่จะเข้าอภิรมย์กับมนุษย์ ผู้หญิง พระองค์นี้จัดว่าเป็นนักรักที่มีความพยายามสูงสุด ไม่ว่าจะมีการ ปกป้องหญิงงามนางนั้นอย่างแข็งขันเพียงไรก็ไม่มีทางพ้นมือไปได้เลย เช่น ตอนที่ไปชอบ ดานาอี ลูกสาวของกษัตริย์อครีซีอุส กษัตริย์อครีซีอุสอุตส่าห์ จับลูกสาวขังไว้ในหอคอยบรอนซ์ ซุสก็ยังอุตส่าห์แปลงร่างเป็นฝนทอง แทรก ตัวลงไปตามรอยแตกของหลังคาลงไปได้

สิ่งที่ทำให้ทารกคู่นี้เป็น พยานความสัมพันธ์ระหว่างเทพกับมนุษย์ คือ คนหนึ่งมีกายเป็นอมตะ ดังเทพ แต่อีกคนหนึ่งตายได้ อย่างมนุษย์สามัญธรรมดา นอกจาก ฝาแฝด ชายคู่นี้แล้ว ลีดายังมีแฝดหญิงอีกคู่หนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักที่สุด ในตำนานกรีก โบราณ หนึ่งนั้นนามว่า เฮเลน หญิงงาม ต้นเหตุของมหาสงครามกรุงทรอย อีกหนึ่งคือ ไคลเตมเนสตร้า (Clytemnestra)

อีกครั้งสำคัญ ก็ตอนที่ลักพานางยูโรปา ตอนนั้นพระองค์แปลงเป็น วัวขาวที่งดงาม และดูนุ่มนวล จนนางยูโรปาอดจับต้องไม่ได้ เมื่อเห็นว่า มันเชื่องกับมือนาง นางก็ทำช่อดอกไม้คล้องเขาของมัน แล้วขึ้นขี่หลัง มหาเทพก็พานางเหาะข้ามทะเลพานางเหาะข้ามทะเลพายูโรปาไปถึงครีต แสดงร่างที่แท้จริง และได้นางยูโรปาที่ใต้ต้นไม้ตรงนั้นเอง ยังมีเรื่องพิศวาสระหว่างซุสกับ เหล่าสตรีอื่นๆ อีกมาก อาทิสัมพันธ์รัก กับนางไอโอ ที่เป็นยายของวีรบุรุษ เฮอร์คิวลิส รักกับไดโอนี และมีธิดา นามว่า อโฟรไดท์ พิสมัยกับ ไมอา และ มีโอรสนามว่า เฮอร์มิส ฯลฯ

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชมได้ที่ : 6688trading.com

กำเนิดเทพ โอลิมปัส

หลังจากยึดอำนาจจากอูรานอส (ยูเรนัส) ผู้เป็นเทพบิดาได้แล้ว โครนัส (แซตเทิร์น) ก็ได้ขึ้นครองบังลังก์ความเป็นใหญ่ ณ เขา โอลิมปัส แทน โดยมีเหล่าเทพไททันให้ความสนับสนุน ทวยเทพทั้งปวงอยู่ร่วมกันอย่าง สงบสุข จนกระทั่งวันหนึ่งโครนัสได้รับแจ้งว่าพระนางรีอามเหสีของพระองค์ ได้ประสูติเทพโอรสองค์หนึ่งให้กับพระองค์ โครนัสก็นึกถึงคำสาปแช่งของ อูรานอสผู้เป็นบิดาขึ้นมาได้ จึงรีบไปหามเหสี แล้วจับเทพกุมารนั้นกลืน กินเสีย

ต่อมาไม่ว่าพระนางรีอาจะประสูติโอรสหรือธิดากี่องค์ โครนัสก็จับ กินหมด โดยไม่ยอมฟังคำวิงวอนใดๆ ของพระนางรีอาเลย เพราะเกรงว่า พวกลูกๆ จะโค่นอำนาจของตนตามคำสาปแช่ง ในที่สุดพระนางรีอาก็ตัดสินใจซ่อนโอรสองค์สุดท้องเอาไว้ ด้วยการ เอาก้อนหินห่อผ้า ส่งให้โครนัสกลืนกินแทน ส่วนโครนัสนั้นไม่ทันได้สังเกต ก็กินเอาก้อนหินห่อผ้านั้นลงท้องแล้วจากไป

เทพกุมารที่รอดพ้นจากการถูกกินนี้มีนามว่า ซีอุส หรือ ซุส (ชาว โรมันเรียกว่า จูปีเตอร์)พระนางรีอานำเอาเทพกุมารไปฝากไว้ในความดูแลของเหล่านาง อัปสรนีเรียด (Neroids) ธิดาของเทพนีรูส (Nereus) ซึ่งนีรูสเป็นเทพแห่งทะเล เอจีน บางครั้งเรียกว่า “ผู้เฒ่าแห่งท้องทะเล” มีพระราชาชื่อโดริส (Doris) (ทั้งนีรูสและโดริสต่างเป็นโอรสและธิดาของโอเชียนัสผู้ครองมหาสมุทร แต่ต่างมารดากัน) นีรูสและโดริสมีธิดาเป็นนางอัปสรแห่งทะเล 50 นาง และ พวกนางถูกเรียกว่า นีเรียด ทั้งสิ้น เหล่านีเรียดได้พาเทพกุมารซุสไปไว้ในถ้ำบนยอดเขาไอดา โดยให้ นางแอมัลเชีย (Amalthea) กับนางมีลิสสา (Melissa) สองธิดาของท้าวลิสซัส เจ้าเกาะครีต คอยเลี้ยงดูพระองค์ด้วยนมแพะ

และเพื่อป้องกันไม่ให้เสียงร้องไห้โยเยของเทพกุมารได้ยินไปถึง โครนัสพระบิดา ชาวเกาะครีต (เรียกว่าพวกคิวรีทีส) สาวกของเจ้าแม่รีอา ซึ่งรับหน้าที่เป็นอาจารย์ของเทพกุมาร จึงคิดท่วงท่าเต้นรำขึ้นแบบหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยเสียงร้องเซ็งแซ่ และเสียงประสานอาวุธอีกทึกกึกก้อง เพื่อ กลบเสียงร้องไห้ของเทพกุมารซุสวันเวลาผ่านไป เมื่อซุสเติบโตขึ้น แข็งแรง และฉลาดปราดเปรื่อง ก็ถึงเวลาที่ประวัติศาสตร์จะต้องซ้ำรอย ซุสเข้าเล่นงานโครนัสเพื่อยึดอำนาจ เทพบุตรกับเทพบิดาทั้งสอง ประจัญบานกันอย่างสุดฤทธิ์ จนในที่สุดโครนัสก็เป็นฝ่ายพลาดท่าพ่ายแพ้ และถูกจับตัวไว้

ซุสปรึกษากับพระมารดารีอา และเห็นพ้องกันว่าควรบังคับให้โครนัส คายเทพกุมารทั้งหมดออกมา โดยให้ดื่มน้ำสำรอกที่มีทิส (Metis) ธิดาของโอเชียนัสปรุงขึ้นหลังจากดื่มน้ำสำรอกเข้าไปโครนัสก็สำรอกลูกๆ ที่เคยกลืนกินเข้าไป ออกมา รวมทั้งหมด 5 องค์ คือ (ชื่อแรกเป็นภาษากรีก ชื่อหลังเป็นภาษา โรมัน)

1. โพไซดอน (Poseidon)                      หรือ เนปจูน (Neptune)

2. ฮาเดส (Hades)                                 หรือ พลูโต (Pluto)

3. เฮสเทีย (Hesria)                               หรือ เวสตา (Vesta)

4. ดีมิเทอร์ (Demeter)                          หรือ ซีรีส (Ceres)

5. เฮรา (Hera)                                        หรือ จูโน (Juno)

นอกจากนี้ยังสำรอกก้อนหินที่เข้าใจผิดคิดว่าเป็นซุสออกมาด้วย ก้อนหินนี้ต่อมาถูกนำไปเก็บรักษาไว้บูชาแทนองค์เทพซุส ที่วิหารเดลฟี ซึ่งเป็นวิหารของเทพอะพอลโลเทพทั้งห้าองค์ที่โครนัสสำรอกออกมานั้น 2 องค์แรกเป็นเทพบุตร และ 3 องค์หลังเป็นเทพธิดา ทั้งหมดยังมีชีวิตอยู่ และยังเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แล้วทั้งสิ้น

เมื่อยึดอำนาจจากบิดาได้สำเร็จ และช่วยพี่ๆ ออกมาแล้ว ซุสก็ตั้ง ตนขึ้นเป็นราชาแห่งทวยเทพ ครองบัลลังก์บนยอดเขาโอลิมปัส และเลือก เฮรา พระพี่นางองค์เล็กสุดและสวยที่สุดเป็นราชินีแม้มหาเทพซีอุส หรือ ซุส จะได้ครองราชบัลลังก์ เป็นราชาแห่ง ทวยเทพแล้ว แต่หนทางก็ใช่จะราบรื่นนัก เกิดศึกใหญ่ หมายจะโค่นล้ม พระองค์หลายครั้งหลายคราว ศึกแรกคือ ศึกเทพไททัน (เทพที่มีร่างใหญ่มหึมา พี่น้องของโคนัส ซึ่งเป็นเหล่าโอรสของพระนางธรณี ไกอา) ซึ่งพวกเทพไททันเหล่านี้ยังคงจงรักภักดีต่อโครนัสอยู่ (แต่ก็มีเทพไททันบางองค์ที่เปลี่ยนมาอยู่ฝ่ายซุสแล้ว เช่น เนโมซินี ธีมิส โอเชียนัส และไฮเพอเรียน)

เทพไททันได้ยกทัพโยธามาล้อมเขาโอลิมปัสไว้ จึงเกิดการต่อสู้ ขับเคี่ยวกันเป็นเวลาช้านานฝ่ายซุสเห็นข้าศึกมีจำนวนมากกว่า แถมแต่ละ องค์ล้วนทรงพลัง มีร่างกายใหญ่โตน่าเกรงขามยิ่งนัก พระองค์จึงหันไป คบค้ากับพวกยักษ์ไซคลอปส์ (ยักษ์ตาเดียว) ที่ถูกขังอยู่ในคุกทาร์ทารัส ใต้บาดาล โดยให้สัญญาว่าจะปลดปล่อยพวกยักษ์ไซคลอปส์ให้เป็นอิสระ ถ้าหากพวกยักษ์ช่วยสร้างอาวุธสายฟ้า หรืออสุนีบาตให้กับพระองค์

เมื่อได้รับข้อเสนอที่น่าสนใจดังนี้ พวกยักษ์ไซคลอปส์ก็ตกลงสร้าง อสุนีบาตให้กับซุสอย่างเต็มความสามารถอาวุธสายฟ้านี้เมื่อเสร็จสมบูรณ์ แล้วมีอานุภาพร้ายกาจยิ่ง มหาเทพได้ให้เป็นอาวุธคู่พระหัตถ์เอาไปรบ กับพวกไททันสมตั้งใจ

อานุภาพของสายฟ้านั้นร้ายแรงมาก แม้เหล่าเทพไททันจะพยายาม ร่วมแรงร่วมใจกันต่อต้านซุสอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ไม่อาจสู้ได้ ในที่สุดจึงต้อง พากันยอมแพ้ ซึ่งเทพไททันบางองค์ที่พ่ายแพ้ ได้ถูกจับขังไว้ในคุกทาร์ทา รัสอีกคราว ส่วนเทพโครนัสนั้นหนีไปตั้งหลักปักฐานยังต่างแดน ที่แคว้น เฮสเพอเรีย (ประเทศอิตาลีในปัจจุบัน) และได้ครองความเป็นใหญ่อยู่ ณ ที่นั่น ชาวกรีกโบราณเชื่อกันว่า สถานที่ๆ เหล่าเทพทั้งสองฝ่ายสู้รบกัน อยู่ที่แคว้นเทสชาลี เพราะบริเวณนั้นมีภูมิประเทศขรุขระ ลุ่มๆ ดอนๆ น่า จะเกิดจากการสู้รบของเหล่าเทพ ฝ่ายยักษ์ไซคลอปส์ผู้สร้างอาวุธสายฟ้าให้มหาเทพซุส ต่างได้รับ การปลดปล่อยตามสัญญา ทว่าภายหลังพวกไซคลอปส์นี้แข็งข้อต่อซุสถูกมหาเทพใช้อาวุธสายฟ้าฟาดจนพ่ายแพ้ และถูกจองจำไว้ในคุกทาร์ทารัสตามเดิม

หลังเสร็จจากสงครามเทพไททันได้ไม่นาน มหาเทพซุสก็ได้เจอกับ ศึกใหม่ ครั้งนี้เป็นอสูรที่มีหัวเป็นมังกรถึง 100 หัว มีเปลวไฟพวยพุ่งจาก ดวงตา แผดเสียงกึกก้องกัมปนาทน่ากลัวออกจากปากและจมูกตลอดเวลา ซึ่งเจ้าอสูรนี้มีชื่อว่า ไทฟอน (Typhon) เป็นอสูรที่พระนางไกอาเนรมิตขึ้น เพื่อแก้แค้นแทนเหล่าเทพไททัน โอรสของพระนางที่ต้องพ่ายแพ้แก่ซุส

ความน่ากลัวของไทฟอนทำให้เหล่าทวยเทพบนโอลิมปัสพากันหนี เตลิดไปหลบอยู่ที่ประเทศอียิปต์ และด้วยความหวาดกลัว เหล่าเทพจึง ได้แปลงกายเป็นสัตว์ต่างๆ เพื่อปิดบังไม่ให้อสูรจำตนเองได้ เช่น ซุส แปลง เป็น แกะ, เฮรา แปลงเป็น โค แต่หลังจากหลบหนีอยู่ได้ไม่นาน ซุสก็ ละอายใจต่อการกระทำของตนเอง จึงกลับคืนสู่เขาโอลิมปัส เพื่อต่อสู้กับ อสูรร้ายไทฟอน และหลังจากการต่อสู้กันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน ซุสก็ สังหารอสูรร้ายลงได้ในที่สุด

ไม่นานต่อมาซุสก็ได้พบกับศึกใหญ่อีกครั้ง เนื่องจากพระนางไกอา เนรมิตรยักษ์ร้ายขึ้นมาอีกตนหนึ่ง ชื่อว่า เอนเซลาดัส (Enceladus) แล้วส่ง มาล้างแค้นแทนอสูรไทฟอน มหาเทพซุสก็ต้องต่อสู้อย่างสุดฝีมืออีกครั้ง จนในที่สุดก็จับเอนเซลาดัส ล่ามโซ่ขังไว้ใต้ภูเขาเอตนาได้สำเร็จ

เอนเซลาดัส ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ มันพยายามดินรนจะให้หลุดพ้นจาก พันธนาการออกมาให้ได้ พร้อมกับคำรามเสียงกึกก้อง สลับกับเสียงครวญครางพิลึกพิลั่น บางครั้งก็พ่นไฟขึ้นไปหมายจะทำร้ายมหาเทพซุส แต่เมื่อ วันเวลาผ่านไปเนิ่นนาน เอนเซลาอัสชักอ่อนกำลังลง จึงเหลือเพียงการขยับตัวทำให้เกิดแผ่นดินไหวเป็นครั้งคราวเท่านั้น (นี่คือการอธิบายถึง ปรากฏการณ์แผ่นดินไหวและการระเบิดของภูเขาไฟเอตนาบนเกาะซิสิลี)

หลังจากปราบอสูรเอนเซลาดัสแล้วก็ไม่มีศึกสงครามใหญ่เกิดขึ้นอีก โลกและสวรรค์จึงได้กลับสู่ความสงบสุขอีกครั้ง มหาเทพซุสก็ได้ครอง บัลลังก์ราชาแห่งทวยเทพอย่างสงบและมันคงนอกจากนี้ เพื่อความมั่นคงยิ่งๆ ขึ้นไป มหาเทพซุสจึงได้จัดแบ่ง อำนาจและเขตการปกครองให้บรรดาพี่ๆ เหล่าเทพด้วยกัน ได้แก่

กำเนิดเทพ โอลิมปัส Origin of Olympus

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชมได้ที่ : 6688trading.com

กำเนิดโลก

ทั้งนี้เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับเทพเจ้าและการ กำเนิดโลก นั้นก็มีหลาย ตำรา หลายเล่ม และอาจแตกต่างกันไปบ้าง แต่ยังคงเป็นเรื่องราวที่สนุก สนานและชวนติดตามเสมอสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเทพนิยาย

กำเนิดโลก

กำเนิดโลก ชาวกรีกนับถือเทพเจ้ามากมายหลายองค์ มีทั้งเทพที่อยู่บนสวรรค์ เทพบนพื้นดิน และเทพใต้พื้นพิภพ ภายหลังเมื่อกรีกเสื่อมอำนาจลง ชาว โรมันเรืองอำนาจขึ้นมาแทน ชาวโรมันก็รับเอาความเชื่อของชาวกรีกไปด้วย เพียงแต่เทพเจ้าแต่ละองค์ถูกเปลี่ยนชื่อจากภาษากรีกเป็นภาษาโรมันหรือ ภาษาลาติน และบางชื่อก็กลายเป็นรากศัพท์ของภาษาอังกฤษที่ใช้อยู่ใน ปัจจุบันด้วย

ในกาลอดีตก่อนยุคทวยเทพอุบัตินับไม่ถ้วน สรรพสิ่งทั้งหลายต่าง รวมตัวกันอยู่เป็นกำพืดเดียวกัน เป็นความว่างเปล่า ปราศจากรูป เวิ้งว้าง มหึมา หาขอบเขตมิได้ มีแต่ความมืดมนอนธการ ไม่มีที่สิ้นสุด เรียกว่าเคออส (Chaos)เคออส ถือเป็นเทพองค์แรกสุด มีชายาชื่อนิกซ์ (Nyx) ซึ่งเป็นเทวีแห่ง ราตรีกาล ทั้งสองมีบุตรด้วยกันคือ เอร์บัส (Erebus) เป็นเทพแห่งความมืด

ต่อมาเอร์บัสขับไล่เคออสผู้เป็นบิดาไปเสียแล้วได้มารดาของตนเอง เป็นชายา และให้กำเนิดบุตรธิดาอีก 2 องค์ คือ อีเธอร์ (Aether) แสงสว่าง และ เฮเมอร่า (Hemera) กลางวันทั้งสองได้ขับไล่บิดามารดาของตนเองไป แล้วขึ้นครองอำนาจแทน จากนั้นแสงสว่างและกลางวันก็ได้แต่งงานกัน เมื่อความมืดและกลางคืนถูกขับไล่ไปเสียแล้วมีแสงสว่างและกลาง วันขึ้นมาแทนที่ ภาพห้วงหาวอันเวิ้งว้างไม่มีที่สิ้นสุดก็ปรากฏให้เห็นเป็น ครั้งแรก ภาพนี้มีแต่ความสับสนอลหม่านทั้งนั้น

อีเธอร์และเฮเมอร่าพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่า น่าจะสร้างสรรพสิ่งที่ งดงามขึ้นได้มากมายจากความสับสนอลหม่านนี้ แต่ก็สำนึกว่างานนี้เป็น กำลังของทั้งสองที่จะทำตามลำพัง จึงเรียกอีรอส (Eros) หรือคิวปิด ซึ่งเป็น กามเทพ หรือเทพแห่งความรัก มาช่วยงาน (กำเนิด คิวปิดนั้น จะบอกเล่า ในบทต่อๆ ไป)

เทพเจ้าทั้งสามร่วมแรงร่วมใจกันเนรมิตโลก หรือพื้นพิภพ และทะเล (พอนทัส Pontus) ขึ้นมาก่อน ในตอนแรกพื้นพิภพยังไม่มีพืชหรือสัตว์ใดๆ เกิดขึ้น ทุกแห่งว่างเปล่า เงียบงัน คิวปิดจึงเอาลูกธนูประสิทธิ์ประสาทชีวิต ยิงเจาะลงไปบนพื้นดิน บันดาลให้เกิดต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี มีสัตว์ต่างๆ เกิดตามมา มีปลาแหวกว่ายในสายน้ำ ทำให้สรรพสิ่งดูมีชีวิตชีวา แต่ยัง ไม่มีมนุษย์เมื่อพิภพ หรือโลก ซึ่งเรียกว่า ไกอา (Gaia) ได้เกิดขึ้น สวรรค์ ซึ่ง เรียกว่าอูรานอส (Ouranos) หรือ ยูเรนัสก็อุบัติตามมา และในไม่ช้าทั้งสอง ก็ยึดอำนาจจากอีเธอร์ และเฮเมอร่าผู้ให้กำเนิดบ้าง จากนั้นพิภพกับสวรรค์ ก็ได้แต่งงานกัน

พอมาถึงยุคเจ้าแม่ไกอากับเจ้าพ่ออุรานอสครองอำนาจ เทพเจ้าก็ เปลี่ยนจากนามธรรม มาเป็นบุคลาธิษฐาน คือ เปลี่ยนจากธรรมชาติมา เป็นบุคคลซึ่งมีตัวตน ดังนั้นไกอาและอูรานอส จึงมีลักษณะเป็นเทพเจ้าที่ มีรูปร่างสูงใหญ่ และเถลิงอำนาจอยู่ ณ ยอดเขาโอลิมปัส

เมื่อมีตัวตนแล้วก็ต้องกินอาหาร ซึ่งอาหารนั้นคืออาหารทิพย์ของ เทพเจ้า มีชื่อเรียกว่า แอมโบรโตส (Ambrotos) แปลว่า อมฤต กินแล้วเป็น อมตะ ไม่ตาย และดื่มน้ำทิพย์ที่มีชื่อเรียกว่า เนคตาร์ (Nectar)

จากนั้นอูรานอสกับไกอา ก็มีบุตรออกมาอีก 12 องค์ ทุกองค์ล้วน มีขนาดตัวใหญ่โตมโหฬารราวกับยักษ์เป็นเทพบุตร 6 องค์คือ โอเชียนัส (Oceanus) ซีอัส (Coeus) ครีอัส (Creus) ไฮเพอเรียน (Hyperion) ไอแอพิทัส (lapetus) และโครนัส (Cronus)เป็นเทพธิดา 6 องค์คือ อิเลีย (lea) รีอา (Rhea) ธีมิส (Thermis) ธีทิส (Thetis) เนโมซีน (Nemosyne) และฟีบี (Phoebe)

เทพและเทวีร่างยักษ์ทั้ง 12 องค์ เรียกรวมกันเป็นคณะว่า ไททัน (Titan)อูรานอส เกิดรู้สึกกลัวความใหญ่โตและทรงพลังของลูกๆ จึงจับ ทั้งหมดไปขังไว้ในเหวลึกใต้บาดาลที่มืดสนิทซึ่งเรียกว่าทาร์ทารัส (Tartarus) เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกคนใดใช้พลังตั้งตัวเป็นศัตรูกับตนเองได้ เพราะกลัว ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหลังจากขังลูกๆ ทั้ง 12 องค์เรียบร้อยแล้ว อูรานอสก็สบายใจว่าคง ไม่มีใครมาทำการยึดอำนาจตนเองแน่ แต่ก็สบายใจได้ไม่นานนัก เพราะ โอรสชุดต่อมาของอูรานอสและไกอา เป็นยักษ์ 50 หัว 100 แขน ดุร้ายมากมีด้วยกัน 3 ตนพี่น้อง ชื่อคอตทัส (Cottus) เบรียรูส (Briareus) และไกจีส เGvges) อูรานอสก็เลยจับลูกๆ ชุดนี้โยนลงไปขังไว้ในทาร์ทารัสอีก

ต่อมาไม่นานไกอาก็ทรงครรภ์อีก และคลอดโอรสออกมาเป็นยักษ์ ไซคลอปส์ (Cyclops) ซึ่งเป็นยักษ์ตาเดียว มีลูกนัยน์ตาไฟอยู่ตรงกลาง หน้าผาก มีด้วยกัน 3 ตนพี่น้อง คือ ฟ้าลั่นบรอนทีส (Brontes) ฟ้าแลบ สเทอโรฟีส (Steropes) และแสงสว่างวาบอาร์จีส (Arges) อูรานอสไม่รอช้า จับเอาลูกๆ ที่น่ากลัวโยนลงทาร์ทารัสเช่นเคยและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เมื่อยักษ์ไซคลอปส์ทั้ง 3 ตนลงไปถึง คุกใต้บาดาล ก็ทำให้เกิดความสว่างไสวไปทั่ว ความสว่างขับไล่ความมืด มิดไป สิ่งที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น ทำให้คณะเทพไททันเกิดความกล้าและคิด อยากเป็นไทขึ้นมา

กล่าวถึงฝ่ายพระนางไกอาซึ่งไม่พอใจมากที่อูรานอสทำกับลูกๆ ของ นางเช่นนั้น แต่ไม่ว่าจะห้ามปรามอย่างไรอูรานอสก็ไม่เชื่อฟัง จนในที่สุด นางก็ตัดสินใจลงไปใต้บาดาล และยุยงให้ลูกๆ ในคณะเทพไททันทำการ ยึดอำนาจอูรานอสเสีย ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากโอรสองค์เล็กคือโครนัส (แซตเทิร์น Saturn หรือดาวเสาร์)ลักษณะของเทพโครนัส หรือ แซตเทิร์น เป็นเทพเพศชายร่างกาย มหึมา มือหนึ่งถือเคียว มือหนึ่งถือนาฬิกาทราย ถูกนับถือว่าเป็นเทพแห่ง กาลเวลา ถือเคียวคอยเกี่ยวเอาชีวิตของผู้คนที่ถึงอายุขัย

พระนางไกอาจึงปล่อยให้โครนัสหลุดจากพันธนาการและมอบเคียว ให้เป็นอาวุธ แล้วส่งโอรสขึ้นจากทาร์ทารัส

โครนัสถืออาวุธเข้าโจมตีพระบิดาโดยที่อูรานอสยังไม่ทันรู้ตัว จึง สามารถเอาชนะอูรานอสได้อย่างง่ายดายและขณะที่อูรานอสล้มลงจมกอง เลือดของตนเองนั้นก็ปรากฏร่างของพวกยักษ์ธรรมดา (Giants) กับพวกภูตพยาบาทฟิวริส หรือ อีรินิส (Erinyes) กระโดดออกมาจากกองเลือด พร้อม กันนั้นอูรานอสก็ได้สาปแช่งโครนัสว่า ให้ลูกๆ ของโครนัสแย่งชิงอำนาจจาก เขาเช่นเดียวกันหลังจากยึดอำนาจจากพระบิดา โครนัสก็ปลดปล่อยบรรดาพี่ๆ น้องๆ ทั้งหมดให้เป็นอิสระ ทุกองค์ต่างก็ปีติยินดี และด้วยความรู้คุณจึง ร่วมใจกันยกให้โครนัสเป็นใหญ่

โครนัสขึ้นครองบัลลังก์เทพ ณ เขาโอลิมปัส และเลือกพระน้อง นางรอาเป็นมเหสี จากนั้นก็ได้แบ่งสันปันส่วนต่างๆ ของพิภพให้บรรดาพี่ๆ น้องๆ ร่วมกันปกครองอย่างทั่วถึง เช่น โอเชียนัส กับ ธีทิส ปกครองมหาสมุทรและแม่น้ำทั้งปวง ไฮเพอเรียน กับ ฟีบี ปกครองวิถีโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เนโมซิน เป็น เทวีครองความจำ ธีมิส เป็น เทวีครองความยุติธรรม ดังนี้เป็นต้นแล้วโครนัสกับคณะเทพไททันก็ปกครองพิภพกับสวรรค์อย่างมี ความสุขสืบต่อมา

กำเนิดโลก World origin

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชมได้ที่ : 6688trading.com